• 📌 เข้าใจ Use Case ง่าย ๆ

    ด้วยตัวอย่างจริง ที่ไม่ต้องตีความเยอะ!

    💡 Use Case คืออะไร?

    “Use Case” คือ การอธิบายสิ่งที่ผู้ใช้งานทำกับระบบ และ ระบบตอบสนองยังไง

    ถ้าให้เปรียบ… Use Case คือ บทละครสั้น ระหว่าง “คน” กับ “ระบบ”
    ใครแสดงอะไร, ระบบตอบกลับยังไง, จบฉากเมื่อไหร่ = อยู่ใน Use Case หมด

    🎭 ส่วนประกอบของ Use Case ที่ควรรู้

    องค์ประกอบคืออะไร?
    Actorคนหรือสิ่งที่ใช้งานระบบ (เช่น ลูกค้า, พนักงาน, ระบบภายนอก)
    Use Case Nameชื่อกิจกรรม เช่น “สมัครสมาชิก”, “จ่ายเงิน”
    Main Flowขั้นตอนปกติที่เกิดขึ้น เมื่อทุกอย่างราบรื่น
    Alternative / Exception Flowกรณีผิดพลาด เช่น ใส่รหัสผิด, ระบบล่ม
    Preconditionเงื่อนไขก่อนจะเริ่มได้
    Postconditionผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้ ถ้าทำครบ

    🍜 ตัวอย่าง Use Case จริง:

    “ลูกค้าสั่งก๋วยเตี๋ยวผ่านแอป”
    Use Caseรายละเอียด
    ชื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวผ่านแอป
    Actorลูกค้า
    Preconditionลูกค้าต้องเข้าสู่ระบบก่อน

    Main Flow

    1. ลูกค้าเลือกเมนู
    2. ใส่ระดับความเผ็ด, เพิ่มลูกชิ้น
    3. กด “สั่งซื้อ”
    4. ระบบยืนยันคำสั่ง
    5. ส่งข้อมูลเข้าครัว
    • ถ้าไม่เลือกเมนู → ระบบแสดงแจ้งเตือน
    • ถ้าอินเทอร์เน็ตหลุด → ขึ้น “ลองใหม่”
    • คำสั่งซื้อถูกบันทึก และแจ้งเวลาโดยประมาณให้ลูกค้า

    🔍 แล้ว Use Case ต่างจาก Flow ยังไง?

    Use CaseFlow Diagram
    เน้น “ใคร ทำอะไร กับระบบ”เน้น “ลำดับเหตุการณ์” ทั้งระบบ
    เหมาะกับการเก็บ requirementเหมาะกับการออกแบบระบบหลังบ้าน
    อธิบายเป็นคำพูด/ขั้นตอนวาดเป็นแผนภาพ (Swimlane, BPMN)

    🧠 Tips เขียน Use Case ให้น่าอ่าน

    • ✅ เขียนเป็น Step สั้น ๆ ไม่เกิน 5–7 ขั้นตอน
    • ✅ ใช้ “คำกริยา + กรรม” เช่น “ลูกค้าเลือกเมนู”, “ระบบยืนยันคำสั่งซื้อ”
    • ✅ อย่าลืมเขียน Alternate Flow (กรณีพลาด!)
    • ✅ ทำหลาย ๆ Use Case แล้ววาดรวมใน Diagram จะเห็นภาพใหญ่ชัดเจน
  • 🎯 เริ่มต้น System Design

    ไม่ต้องเก่ง Code ก็ออกแบบระบบได้!

    💬 System Design คืออะไร?

    “การวางโครงสร้างเบื้องหลังของระบบซอฟต์แวร์”
    ให้คนทำงานแต่ละบทบาท (User, Dev, Tester) รู้ว่า ระบบควรทำงานยังไง เชื่อมโยงอะไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

    📌 ไม่ใช่แค่เรื่องโค้ด! แต่คือภาพรวมว่า

    • ใครใช้อะไร
    • ข้อมูลไหลยังไง
    • องค์ประกอบระบบอยู่ตรงไหน
    • ต้องรองรับอะไรบ้าง

    💡 แล้วคนไม่เขียนโค้ดจะออกแบบได้ยังไง?

    คุณไม่ต้องเขียน Class, ไม่ต้องท่อง Syntax
    แค่เข้าใจ “Flow ของระบบ” และรู้จักเครื่องมือภาพ

    ลองนึกแบบนี้…

    Dev คือคนสร้างบ้าน (ลงมือทาสี ปูกระเบื้อง)
    SA คือคนวางแปลนบ้าน (จะมีห้องไหน อยู่ตรงไหน เชื่อมยังไง)
    จะสร้างบ้านให้ดี ต้องมีแปลนก่อน 🏠

    สิ่งที่ SA/BA ต้องมีก่อนออกแบบ

    สิ่งที่ต้องรู้ไม่ต้องเก่งเทค แต่ต้องเข้าใจ
    📋 ใครใช้ระบบเช่น ลูกค้า, พนักงาน, แอดมิน
    🔄 เขาทำอะไรกันเช่น สั่งซื้อ → ชำระเงิน → ส่งของ
    🗃️ ใช้ข้อมูลอะไรเช่น ชื่อสินค้า, จำนวนเงิน, ที่อยู่จัดส่ง
    🛣️ ข้อมูลไหลผ่านไหนฟอร์ม, ปุ่ม, API หรือ ฐานข้อมูล

    🔧 เครื่องมือช่วยออกแบบ (ไม่ต้องเขียนโค้ด)

    เครื่องมือใช้ทำอะไรตัวอย่าง
    Use Case Diagramใครใช้งานอะไรได้บ้างลูกค้า = สมัครสมาชิก, สั่งซื้อ
    Data Flow Diagram (DFD)ข้อมูลวิ่งจากไหนไปไหนชื่อผู้ใช้ → ระบบตรวจสอบ → ฐานข้อมูล
    Entity Relationship Diagram (ERD)ข้อมูลสัมพันธ์กันยังไงลูกค้า ↔ คำสั่งซื้อ ↔ รายการสินค้า
    Wireframe / Mockupร่างหน้าจอเบื้องต้นปุ่ม “เพิ่มสินค้า”, ตารางรายการ

    สิ่งที่ SA ควรถามก่อนออกแบบ

    1. ใครจะใช้งานระบบนี้?
    2. เป้าหมายของระบบคืออะไร?
    3. ข้อมูลไหนสำคัญที่สุด?
    4. ถ้าขั้นตอนนี้พัง จะส่งผลกับอะไร?
    5. มีระบบอื่นต้องเชื่อมด้วยไหม?

    คำถามดี = ออกแบบดี
    ไม่ต้องรู้ทุกบรรทัดของโค้ด แค่รู้ว่าระบบ ต้องทำงานยังไง

  • 📦 ISO 29110 คืออะไร?

    ฉบับย่อยง่าย สำหรับคนทำงานสาย Software ที่ไม่อยาก “จมในกระดาษ”

    🧠 สรุปให้ฟังง่าย ๆ

    ISO 29110 คือมาตรฐานระดับสากลที่ออกแบบมา เพื่อทีมพัฒนา Software ขนาดเล็ก (ไม่เกิน 25 คน)
    ช่วยให้ทีมมี “ขั้นตอนทำงานที่ดีขึ้น” โดยไม่ต้องวุ่นกับกระดาษเยอะเกินความจำเป็น

    มันไม่ใช่…
    • ❌ มาตรฐานจุกจิกแบบ ISO 9001 ที่เน้นงานเอกสาร
    • ❌ เอาไว้ตรวจสอบเฉย ๆ แบบราชการ
    แต่มันคือ…
    • ✅ “คู่มือวางระบบงานซอฟต์แวร์” แบบมีขั้นตอนชัดเจน
    • ✅ ใช้ได้กับ Dev, SA, PM ทุกสายที่อยากจัดระเบียบให้ทีมตัวเอง
    • ✅ เหมาะกับ ฟรีแลนซ์-สตาร์ทอัพ-SME ที่ต้องการเติบโตแบบมีระบบ

    🔧 ISO 29110 แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก

    กระบวนการคำอธิบายแบบบ้าน ๆ
    Project Management (PM)วางแผนโปรเจกต์ให้เป็นระบบ → ใครทำอะไร เมื่อไหร่ งบเท่าไหร่
    Software Implementation (SI)พัฒนาให้มีคุณภาพ → เก็บ Requirement, ออกแบบ, เขียนโค้ด, ทดสอบ และส่งมอบ

    🎯 เป้าหมายของ ISO 29110 คืออะไร?

    • ✅ ทำงานเป็นขั้นเป็นตอน
    • ✅ ลด “เข้าใจผิด” ระหว่างทีมกับลูกค้า
    • ✅ เก็บหลักฐานการพัฒนาแบบพอดี ๆ
    • ✅ พร้อมให้ตรวจสอบย้อนหลัง
    • ✅ เพิ่มความน่าเชื่อถือเวลายื่นงานราชการ / บ.เอกชนใหญ่

    💡 แล้วต้องทำอะไรบ้าง?

    สิ่งที่ต้องมีตัวอย่างแบบไม่เอกสารจ๋า
    📋 แผนโปรเจกต์ (Project Plan)เขียนใน Trello หรือ Notion ก็ได้ — งานใคร ทำวันไหน เสร็จเมื่อไหร่
    🧩 Requirement ที่ชัดใช้ Google Docs หรือ Miro แปะ Use Case หรือ Flow ลูกค้า
    🛠️ การออกแบบระบบวาด ER Diagram หรือ Wireframe — ไม่ต้อง fancy แต่ต้องครบ
    🧪 แผนการทดสอบExcel 1 แผ่นก็พอ — ใส่ว่าแต่ละฟีเจอร์จะเทสต์ยังไง ผ่านเมื่อไหร่
    📦 หลักฐานส่งมอบZIP ไฟล์โค้ด + คู่มือใช้งานเบื้องต้น

    👀 ใช้ ISO 29110 แล้วได้อะไร?

    ก่อนใช้หลังใช้ ISO 29110
    Requirement ไม่ครบ → ต้องแก้งานบ่อยเก็บโจทย์ครบตั้งแต่ต้น งานไม่หลุด
    ทีมงง ใครทำอะไรบ้างมีแผน/บอร์ดให้ดู → เคลียร์หน้าที่
    ลูกค้าไม่เชื่อถือเอกสารพอดี ๆ → เสริมความน่าเชื่อถือ
    โค้ดส่งแล้วจบ ไม่มีหลักฐานมีเทสต์ มีสรุปงาน ส่งงานดูเป็นมืออาชีพ

    🧭 เริ่มยังไงดี?

    1. ใช้เทมเพลตง่าย ๆ ใน Notion / Docs ไม่ต้องรอซื้อระบบแพง
    2. ติดตามงานเป็นรอบ ๆ (Iteration) — ไม่ต้องทำทีเดียวจบ
    3. ทุกอย่างควรใช้ได้จริง ไม่ใช่เพื่อโชว์เอกสาร
    4. เริ่มจาก 1 โปรเจกต์เล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยขยายไปทั้งทีม

  • Functional vs Non-functional Requirements

    ทำความเข้าใจ “สิ่งที่ระบบ ต้องทำ” vs “ต้องเป็นยังไง” แบบไม่งง

    💡 Functional Requirement คืออะไร?

    สิ่งที่ระบบต้อง ทำ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน

    📌 เน้น ฟีเจอร์ หรือ พฤติกรรม ของระบบ
    📌 “ถ้าขาดไป = ใช้งานไม่ได้เลย”

    ตัวอย่าง:
    • ระบบต้องให้พนักงาน “ยื่นคำขอลาออนไลน์ได้”
    • ผู้ดูแลต้องสามารถ “อนุมัติ / ปฏิเสธคำขอได้”
    • ระบบต้อง “ส่งอีเมลแจ้งเตือนหลังอนุมัติสำเร็จ”

    ⚙️ Non-functional Requirement คืออะไร?

    สิ่งที่ระบบต้อง เป็นหรือมี เพื่อให้ระบบทำงานได้ดี มีคุณภาพ

    📌 เน้น คุณลักษณะ หรือ ข้อจำกัด
    📌 “ไม่ได้ส่งผลกับฟีเจอร์โดยตรง แต่ส่งผลกับประสบการณ์”

    ตัวอย่าง:
    • ระบบต้องใช้งานได้ 24 ชม. (Availability)
    • รองรับผู้ใช้พร้อมกันได้ 1,000 คน (Scalability)
    • ต้องโหลดหน้าเว็บภายใน 3 วินาที (Performance)
    • ข้อมูลต้องเข้ารหัส (Security)
    • รองรับการใช้งานทั้งมือถือและ Desktop (Usability)

    🎯 ทำไมต้องแยกสองสิ่งนี้?

    • 🧱 Functional = โครงสร้างหลักของบ้าน
    • 🎨 Non-functional = สี, แสง, ความสะดวกในการอยู่บ้าน

    SA ต้องรู้ทั้งสองมิติ

    เพราะ “ระบบที่ทำงานได้ แต่ใช้งานไม่ดี” = ไม่มีใครอยากใช้

    คำถามเพื่อเขียน Functionalคำถามเพื่อเขียน Non-functional
    • ระบบนี้ทำอะไรได้บ้าง?• ระบบนี้ควรตอบสนองภายในกี่วินาที?
    • ใครใช้? เค้าใช้อะไรบ้าง?• มีข้อจำกัดด้านเวลา / อุปกรณ์ไหม?
    • มีเงื่อนไขอะไรบ้าง?• มีเรื่องความปลอดภัย / กฎหมายไหม?

  • 🧭 Process Flow Mapping คืออะไร?

    เป็นเหมือน “แผนที่เส้นทางของระบบ” ที่แสดงให้เห็นว่า
    จากจุดเริ่มต้น ➡ ไปถึงผลลัพธ์ ต้องผ่านใครบ้าง และ มีข้อมูลอะไรไหลผ่าน ในแต่ละขั้นตอน

    📘 ทำไมต้องใช้ Process Flow?

    เหตุผลอธิบาย
    ✅ เห็นภาพใหญ่ชัดทุกฝ่ายเข้าใจ flow เดียวกัน — ไม่เข้าใจผิดว่าใครเริ่มก่อนใคร
    ✅ หาจุดตันง่ายเห็นขั้นตอนซ้ำซ้อน / งานมือ / คอขวด ที่ควรปรับปรุง
    ✅ ปูทางก่อนวาดระบบช่วย Dev ออกแบบ Database, UI, API ได้สอดคล้อง
    ✅ ใช้สื่อสารกับทุกฝ่ายผู้บริหาร, User, Dev, QA เข้าใจร่วมกันแบบไม่ต้องอ่านยาว

    🔧 รูปแบบยอดนิยมที่ SA ใช้

    ประเภทใช้เมื่อ…ตัวอย่าง
    Swimlane Diagramหลายฝ่ายมีบทบาทต่างกันFlow “ขอลาพักร้อน” ที่มีทั้งพนักงาน-หัวหน้า-HR
    BPMN (Business Process Model)ต้องการมาตรฐานสื่อสารกับหลายระบบวาง Process สินเชื่อกับ Core Banking
    User Journey Mapเน้นประสบการณ์ผู้ใช้งานFlow “จองตั๋วรถไฟ” ผ่านแอปมือถือ
    Simple Flowchartอธิบายลำดับขั้นพื้นฐานขั้นตอน “จ่ายเงินปลายเดือน” สำหรับทีมบัญชี

    เคส: ระบบเบิกค่าเดินทาง

    พนักงานยื่นคำขอเบิก ➡หัวหน้าตรวจสอบ ➡จัดซื้อเช็คราคาตั๋ว ➡

    ฝ่ายคลังอนุมัติ ➡โอนเงินเข้าบัญชี

    ✍️ Tips การทำ Process Flow ดี ๆ
    • 💬 ใช้ “คำกริยา” ขึ้นต้น เช่น “อนุมัติ”, “ตรวจสอบ”, “ส่งต่อ”
    • 🏷️ แยก swimlane ชัดเจนตามบทบาท (User / Admin / ระบบ)
    • 🎨 ใช้สีหรือไอคอนช่วยเน้นขั้นตอนสำคัญ
    • 🔍 ถามจริงจากผู้ใช้: “ถ้าไม่อยู่ 1 วัน ใครทำแทน?”

  • 6 ทักษะพื้นฐานที่ SA มือใหม่ควรมี

    1️⃣ ทักษะการฟังอย่างเข้าใจ (Active Listening)

    SA ไม่ได้แค่ฟังคำพูด แต่ต้อง “ฟังสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา”

    • 🔹 ฟังจับ Pain Point / keyword
    • 🔹 ไม่แทรกกลางคัน
    • 🔹 ถามย้ำแบบ Paraphrase: “สรุปคือคุณต้องการให้ระบบ… ใช่ไหมครับ?”

    วิธีฝึก:
    🎧 ลองดูสัมภาษณ์พอดแคสต์ แล้วจด bullet ว่า “ผู้ให้สัมภาษณ์ต้องการอะไร?”
    👥 ซ้อมฟังเพื่อนเล่าปัญหา แล้วสรุปให้ตรงใจภายใน 3 ประโยค

    2️⃣ สื่อสารให้คนเข้าใจง่าย (Communication & Simplification)

    สิ่งที่เข้าใจได้…ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน

    • 🔹 พูดกับ Dev แบบหนึ่ง พูดกับ User ต้องอีกแบบ
    • 🔹 รู้จักใช้ Diagram แทนคำพูด

    วิธีฝึก:
    🗣️ ลองอธิบายการ “สั่งชาไข่มุก” ให้คุณยายเข้าใจโดยไม่ใช้คำว่า “App” หรือ “QR Code”
    📄 ฝึกเขียนสรุปประชุม 1 หน้าใน Bullet Point + Flowchart

    3️⃣ ตั้งคำถามเก่ง (Questioning Skill)

    ยิ่งถามดี = ยิ่งได้ Requirement ชัด

    • 🔹 ถาม Why, What-if, Then-what
    • 🔹 ถามแบบเปิด (Open-ended) ไม่ใช่แค่ Yes/No

    วิธีฝึก:
    🧠 ลองดู Requirement จริง ๆ แล้วตั้งคำถาม 5 ข้อที่ยังไม่ถูกถาม
    📋 ใช้เทคนิค “5 Whys” กับทุกปัญหาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น “ทำไมมาทำงานสาย?”

    4️⃣ เข้าใจ Process + คิดเป็น Flow

    SA ที่ดีต้องเห็นภาพการทำงานแบบต้นน้ำ-ปลายน้ำ

    • 🔹 มอง Process เป็น Step
    • 🔹 รู้ว่าใครทำอะไรก่อน-หลัง

    วิธีฝึก:
    📊 วาด “Swimlane Diagram” ของการสั่งกาแฟที่ร้าน
    🖊️ ลองใช้ Miro, Draw.io, หรือ Lucidchart ทำ Flow ง่าย ๆ เช่น “ขออนุมัติลา”

    5️⃣ พื้นฐาน Data & ความสัมพันธ์ของข้อมูล (ER Diagram / CRUD)

    รู้ว่า “ข้อมูลไหนเกี่ยวกับใคร” ช่วย Dev ได้มาก

    • 🔹 รู้จัก Entity, Attribute, Relationship
    • 🔹 แยก One-to-One / One-to-Many ออก

    วิธีฝึก:
    🗃️ วาด ERD ของชีวิตคุณ เช่น “ฉัน → ชื่อ, ที่อยู่, บัตรประชาชน, เพื่อน, ของที่ยืม”
    📝 เขียน CRUD Matrix: ฟีเจอร์แต่ละอันไป Read/Create/Update/Delete ตารางไหนบ้าง?

    6️⃣ สรุปข้อมูลให้อ่านง่าย (Documentation Skill)

    SA ที่ดีคือ “นักจัดระเบียบข้อมูล”

    • 🔹 ใช้หัวข้อ, bullet, สีเน้นให้ดี
    • 🔹 จัดเอกสารให้คนอ่านแล้ว “อ๋อ!”

    วิธีฝึก:
    📄 ฝึกทำเอกสารสั้น ๆ แบบ SA Spec เช่น “ระบบจองห้องประชุม”
    🔍 ลองจัดหน้าเอกสารใน Notion, Confluence หรือ Google Docs ให้อ่านง่ายภายใน 5 นาที

  • Requirement คืออะไร?

    🧭 Requirement คือ “แผนที่ของโปรเจกต์”

    ลองจินตนาการว่า Dev คือคนขับรถ, SA คือคนวางแผนเส้นทาง
    ถ้าไม่มี Requirement ชัด ๆ ก็เหมือน เปิด GPS แล้วไม่มีจุดหมาย
    สุดท้าย… ขับวนไปมา เปลืองน้ำมัน (และงบ!) 🚗💸

    📘 คำจำกัดความ (แบบไม่จำกัดความรู้)

    Requirement = สิ่งที่ระบบต้องทำ หรือมี เพื่อให้ตอบโจทย์ของผู้ใช้งานได้จริง
    ไม่ใช่ความหวังลอย ๆ — แต่ต้อง “จับต้อง-เขียน-ทดสอบ” ได้

    Requirement มีกี่แบบ?

    ประเภทคืออะไรตัวอย่างแบบไทย ๆ
    Functionalระบบ “ต้องทำอะไร”“พนักงานต้องสามารถขอวันลาได้”
    Non-Functionalระบบ “ต้องเป็นยังไง”“ระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 1,000 คน”
    Business Ruleกฎบริษัท/ข้อบังคับ“พนักงานต้องแจ้งลาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน”
    Constraintข้อจำกัด“ต้องพัฒนาด้วยภาษา Java ภายใน 3 เดือน”

    🔍 Requirement ไม่ใช่แค่ “อยากได้”

    คนพูดว่า “อยากได้ระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์”
    SA ต้องถามต่อว่า

    • ใครจะได้รับแจ้งเตือน?
    • แจ้งเรื่องอะไร?
    • ต้องส่งกี่โมง?
    • งบประมาณมีไหม?
    • มีบัญชี LINE OA แล้วหรือยัง?

    เพราะ “Requirement จริง” มักซ่อนอยู่หลังคำว่า อยากได้อะไรซักอย่าง

    ถ้าไม่เก็บ Requirement ดี จะเกิดอะไรขึ้น?

    • ❌ ระบบทำออกมาแล้วใช้ไม่ได้
    • ❌ Dev กับ User เข้าใจไม่ตรงกัน
    • ❌ งบบานปลาย เพราะต้องแก้ใหม่
    • ❌ เสียเวลา เสียเครดิต เสียใจ (และบางทีเสียงาน)

    Requirement ที่ดีต้องเป็นยังไง?

    จำง่าย ๆ ว่า “SMART”

    Specific (ชัดเจน)

    Measurable (วัดได้)

    Agreeable (ทุกฝ่ายเห็นพ้อง)

    Realistic (ทำได้จริง)

    Testable (สามารถทดสอบได้)

    💡 กลับบ้าน

    • Requirement คือ เข็มทิศของโปรเจกต์ — ไม่มี = หลง
    • ไม่ใช่แค่สิ่งที่ “อยากได้” แต่คือสิ่งที่ “ต้องมีเพื่อให้ระบบทำงานได้จริง”
    • Requirement ที่ดีจะช่วยให้ Dev, Tester, PM, User ทุกคนไปทางเดียวกัน
  • SA ต้องรู้อะไรบ้าง?
    เมนูหลักคืออะไรในชีวิตจริง?ทำไมสำคัญ?ตัวอย่างไทย ๆ
    1. Business Senseเข้าใจโมเดลรายได้ กระบวนการทำงานแปลฟีเจอร์ให้ชน KPI ได้ตรงจุดร้านก๋วยเตี๋ยวต้องรู้ “กำไรต่อชาม” ก่อนคิดระบบจองคิว
    2. Process & Journey MappingBPMN, User‑Journey, Swim‑laneเห็น “ช่องว่าง” ก่อนเขียนสเปกลากแผนที่เส้นทาง “เบิกค่าเดินทาง” ตั้งแต่ยื่นบิล‑รับเงิน
    3. Data ThinkingER‑D, Normalization, CRUD Matrixกันดราม่า “ฟิลด์นี้อยู่ไหน?”ระบบทะเบียนราษฎร์: บุคคล ↔ ที่อยู่ ↔ ทะเบียนบ้าน
    4. UX & Accessibility Basicsหลัก 8‑second rule, WCAG เบื้องต้นสเปกดีแต่ใช้ยาก = ไม่รอดฟอร์มลาออนไลน์: ปุ่ม “ส่ง” ใหญ่ + ขึ้นสีเขียวชัด
    5. API & IntegrationREST/GraphQL, OAuth, Webhookเชื่อมบริการยุค Microserviceต่อ e‑Payment ของธนาคารไทยผ่าน SOAP → REST
    6. Testing & QA MindsetAcceptance Criteria, BDD, Postmanลดบั๊กตั้งแต่กระดาษเขียน Gherkin: “เมื่อ HR กด Approve ระบบส่งอีเมลยืนยัน”
    7. Risk & Change ControlImpact Matrix, Versioning, Git FlowRequirement เปลี่ยนไม่ใช่ภัย ถ้าคุมสายน้ำใช้ Semantic Version + Changelog ไทย/อังกฤษ
    8. Compliance & SecurityPDPA, OWASP Top 10, Audit Trailทำถูกกฎหมาย + ปลอดภัยฟิลด์ “เลขบัตร ปชช.” ต้อง Mask บน UI  ‑****‑xx‑x
    9. DevOps TouchCI/CD, Container Basicsสเปกจบ ฟีเจอร์ต้อง Deploy ได้จริงเขียน README พร้อม docker-compose.yml
    10. Soft Skill TrioFacilitation, Negotiation, Storytellingคนเห็นภาพเดียวกันเร็วใช้ “เล่าเป็นการ์ตูน 3 ช่อง” ให้ผู้บริหารเข้าใจ flow
    11. Documentation Kung‑fuMarkdown, Draw.io, Confluence, Mermaid“รู้เรื่องแม้ไม่อยู่หน้างาน”คู่มือ Thai/Eng + Mermaid Diagram ฝังใน Git
    12. Analytics & Feedback LoopGA4, Mixpanel, SQL พื้นฐานวัดว่าโปรเจกต์เวิร์กจริงDashboard คนไทยใช้บ่อย: % สำเร็จขั้นตอนโอนเงิน

    สูตรจำ 4 D

    1. Discover – Business & User Pain
    2. Design – Process, Data, UX, Security
    3. Deliver – API, DevOps, Test, Doc
    4. Delight – Analytics วัดผล + Continuous Improvement

    ถ้า SA ครบ 4 D = โปรเจกต์ “ไปได้ยาว” ไม่ใช่แค่ “เสร็จบนกระดาษ”

    เก็บกลับบ้าน 5 บรรทัด

    • SA ไม่ได้มีแค่ปากกา Use‑Case — แต่ต้อง “มองรอบโต๊ะ” ทั้งธุรกิจ, ข้อมูล, คนใช้, ทีม Dev
    • ยิ่งรู้ Data + API + Compliance ยิ่งคุยกับทุกฝ่ายลื่น
    • ฝึก เล่าเรื่อง & Facilitate — เอกสารดีแค่ไหน ถ้าอธิบายไม่รู้เรื่องก็จบ
    • อย่ากลัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ (DevOps / Analytics) — รู้พอเชื่อมโยง = ได้เปรียบ
    • สุดท้าย “เรียนรู้ตลอดเวลา” คือท่าไม้ตาย SA — เพราะระบบเปลี่ยนเร็วกว่าคุณคิด 🏃‍♂️💨

  • Requirement Elicitation คืออะไร?

    พูดง่าย ๆ คือ การไปเก็บโจทย์ ให้ชัดก่อนลงมือสร้างระบบ—จะถาม, จะสังเกต, จะเวิร์กช็อปอะไรก็ได้ ขอแค่ได้คำตอบว่า “ระบบต้องทำ อะไร ให้ ใคร ภายใต้ข้อจำกัดไหน”

    ทำไมต้อง Elicitation?

    กัน ระบบหลงทาง : ทำเสร็จแล้วใช้ไม่ได้ เพราะเข้าใจกันคนละอย่าง

    ลด งบบาน/เดดไลน์ล่ม : เจอ requirement แอบแฝงช้า = ต้องแก้โค้ดแพง

    สร้าง ความไว้ใจ : ทุกฝ่ายรู้สึก “เสียงฉันมีค่า”—ยอมจับมือเดินไปทางเดียวกัน

    ตัวอย่างแบบไทย  ๆ 

    1. “แอปจองคิวร้านก๋วยเตี๋ยว”

    สัมภาษณ์เจ้าของร้าน

    คำถาม: “เวลาคนแน่นสุดกี่โมง?”

    Insight: ช่วงพักเที่ยง 11.30‑13.00 ลูกค้า Work‑From‑Office แห่กันมา → ต้องมีระบบคิวล่วงหน้าภายใน 2 ชั่วโมง

    สังเกตคนกิน

    เห็นว่าคนไทยชอบ “เพิ่มลูกชิ้น‑ใส่ถั่ว” ต่างกัน → แอปต้องมีช่อง “โน้ตพิเศษ” ต่อจาน

    เวิร์กช็อปกับพนักงาน

    ให้เสิร์ฟ ลวกเส้น และเก็บเงินลองจำลอง flow บนไวท์บอร์ด → เจอ Pain point “ตอนคิดเงินรวมเส้นเล็ก/ใหญ่สับสน”

    สรุป: ระบบต้องแยกประเภทเส้น + มีปุ่มรวมราคาด่วน (กรณี ประเภทเส้นราคาต่างกันนะ )

    ผลลัพธ์: ได้ Requirement ว่า

    • ลูกค้าสามารถจองคิวล่วงหน้า ≤ 2 ชม.
    • จานหนึ่งมี field “หมายเหตุพิเศษ” 100 ตัวอักษร
    • ฝั่งพนักงานมีปุ่ม “คิดเงินทันที” + สรุปยอดแยกตามชนิดเส้น

    เทคนิคง่าย ๆ เวลา Elicit แบบบ้าน ๆ

    เทคนิคทำยังไงเหมาะเมื่อ…
    ถาม 5 ทำไม (5 Whys)ไล่ถาม “ทำไม?” ซ้ำ ๆ จนเจอต้นเหตุจริงเจอ requirement กว้าง ๆ เช่น “อยากให้เร็ว”
    เลียนแบบชีวิตจริง (Shadowing)นั่งข้าง ๆ ดูเค้าทำงาน 1 วันงานที่ผู้ใช้บอกไม่หมด (เช่น flow กระดาษ)
    Mind‑map เจาะร่วมกันวาดกิ่ง keyword แล้วให้ทุกคนต่อยอดต้องการภาพรวมก่อนลงรายละเอียด
    Story Card Gameแจก Post‑it ให้ทุกฝ่ายเขียน “ฉันต้องทำอะไร” แล้วเรียงเส้นเวลากลุ่มใหญ่ หลายแผนก
  • 10 คำถาม “เจาะให้ชัด” ที่ SA ต้องถามก่อนเริ่มทุกโปรเจกต์
    #คำถามหลัก (ถามใคร)เหตุผลที่ต้องถาม / สิ่งที่อยากได้
    1เราทำโปรเจกต์นี้เพื่อวัดผลธุรกิจอะไร?(ผู้บริหาร / Product Owner)กำหนด KPI และ Scope ตั้งแต่ต้น → ตัดฟีเจอร์ฟุ่มเฟือยได้ง่าย
    2ผู้ใช้แต่ละกลุ่มเข้ามาใช้งานตามลำดับไหน?(User จริงทุกบทบาท)ทำ User Journey → จัดลำดับความสำคัญหน้าจอและสิทธิ์การเข้าถึง
    3เวลา / งบ / ข้อบังคับสำคัญมีอะไรบ้าง?(PM / Finance / Security)กัน “เร็ว‑ดี‑ถูก” พร้อมกัน — รู้ข้อจำกัดชัดๆ ก่อนออกแบบ
    4งานเก่าที่เคยล้ม เกิดจากอะไร?(ทีมเดิมหรือเอกสารย้อนหลัง)เรียนรู้บทเรียนเดิม — ไม่เหยียบหลุมเดิมซ้ำ
    5สำเร็จหน้าตาเป็นยังไง—ถ้าพลาดจะกระทบอะไร?(Stakeholder ทุกฝ่าย)ได้ Acceptance Criteria และ Risk ชัดเจน ช่วย QA วางแผนทดสอบ
    6ข้อมูลต้นทาง‑ปลายทางอยู่ที่ไหน ใครถือสิทธิ์?(DBA / Data Owner)วาง ERD, Data Flow, Permission ถูกต้อง ลดปัญหา GDPR/PDPA
    7Requirement จะเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน?(PO / Sponsor)เลือก Methodology เหมาะ (Agile, Iterative, หรือ Waterfall)
    8ทีมเรามีช่องว่างทักษะตรงไหน?(Tech Lead / HR)ตัดสินใจ “อบรมเพิ่ม” หรือ “จ้าง Vendor” ตั้งงบได้แม่น
    9ขั้นตอนอนุมัติ‑ลงนามมีใครบ้าง?(PM / Legal / Procurement)เห็น Critical Path จริง ลดคอขวดเอกสารก่อนถึง Production
    10ถ้าเดดไลน์ถูกย่อครึ่ง จะตัดฟีเจอร์ไหนก่อน?(Sponsor + PO)ขีดเส้น MVP ชัดเจน—วันจริงมีเหตุบีบเวลา → หั่นได้ไม่เจ็บตัว

    3 จังหวะใช้งานจริง

    1. ถามให้ครบ – รวมคำตอบในห้องเดียว (Workshop / Interview)
    2. สรุปทันที – เขียน Recap 1 หน้า (Mind‑map หรือ Checklist) แล้วส่งให้ทุกคน “อ่านจบใน 5 นาที”
    3. ขอ Sign‑off – เก็บหลักฐานคำตอบใน Confluence / Google Doc พร้อมอีโมจิ 👍 จากเจ้าของเรื่อง

    คำถามที่ดี คือประกันคุณภาพตั้งแต่วันแรก—ช่วยลดเวลาวนลูปแก้โค้ด และปิดงานได้ตรงใจผู้ใช้มากขึ้น 🌱

SA-Me.life

nuttachai.ti@gmail.com