• 🤔 “ทำไมคนใช้แอปไม่จิ้มตรงปุ่มที่เราคิดไว้?

    เราก็ออกแบบปุ่มไว้กลางจอ
    ทำไมเขาถึงไปจิ้มมุมล่างขวา? หรือกด “ย้อนกลับ” แทนที่จะ “บันทึก”!?

    🧠 เพราะ “คนใช้จริง” ไม่ได้คิดเหมือน “คนออกแบบ”

    สิ่งที่เราออกแบบสิ่งที่เขาทำจริง
    ปุ่ม “บันทึก” ชัดเจนอยู่บนขวาผู้ใช้กด “ย้อนกลับ” แล้วข้อมูลหาย
    ให้เลือกจาก dropdown 20 รายการผู้ใช้เลื่อน ๆ แล้วเลือกมั่ว เพราะหาไม่เจอ
    วางปุ่ม “ยืนยัน” สีแดงสดผู้ใช้กลัว ไม่กล้ากด เพราะคิดว่า “ยกเลิก”

    🧩 เหตุผลที่ “เค้าไม่กดตามที่เราคิดไว้”

    1. 👀 มองไม่เห็น
    • อยู่ในจุดที่หลุดจากสายตา
    • มุมล่างเกินไป / อยู่ล่าง banner
    2. 🤔 ไม่เข้าใจว่าปุ่มนั้นทำอะไร
    • ใช้คำไม่คุ้น เช่น “ยืนยันผลลัพธ์” = งง
    • ไอคอนไม่สื่อ เช่น รูปแว่นขยาย = กดแล้วส่งข้อมูล?
    3. 🧠 สมองเดาว่าต้องไปอีกที่
    • ปุ่มบันทึกอยู่บนขวา แต่เค้าคิดว่าอยู่ข้างล่าง (เพราะทุกแอปก็เป็นแบบนั้น)
    4. 💢 ประสบการณ์เก่าโดนหลอก
    • เคยกด “ตกลง” ในแอปอื่น แล้วข้อมูลหาย
    • เลยไม่กล้ากดอะไรง่าย ๆ

    🛠 วิธี SA & UX ฟังเสียงคนใช้แบบไม่ต้องมโน

    วิธีทำยังไงใช้เมื่อไหร่
    👀 Observeแอบดูเขาใช้งานจริง (หรือ screen record)ตอนทำ UAT / ทดลองใช้จริง
    ❓ ถามเขาตรง ๆ“พี่คิดว่าปุ่มนี้ทำอะไร?”ตอนเขาเริ่มงง
    🧪 A/B Testingลองเปลี่ยนสี / ตำแหน่ง แล้วดูคนคลิกอะไรสำหรับฟีเจอร์สำคัญ
    🧠 เดาแบบคนไม่รู้ลองให้คนที่ไม่เคยใช้เลยมาเล่นดูก่อนปล่อยจริง

    “ความเข้าใจผิด” ของผู้ใช้
    ไม่ใช่ความผิดของผู้ใช้
    แต่มันคือ “เบาะแส” ว่า flow ไหนยังต้องปรับ

    สรุป

    • อย่าคิดแทนผู้ใช้ว่าเค้าจะ “กดตรงนี้สิ!”
    • ออกแบบ UI แล้ว “ลองให้แม่ใช้ดู” ถ้าแม่งง = คนอื่นก็งง
    • SA ที่ดีต้องไม่แค่รู้ flow… แต่ต้อง “เดาใจคนใช้” ให้แม่นด้วย 🧠❤️

  • 🌊 UX ดี ๆ ไม่ได้มาจากดวง

    แต่มาจาก Flow ที่คนวางไว้แบบมีสติ!

    เพราะ “รู้สึกใช้ง่าย” มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเทพประทาน
    แต่มันคือ “ดีไซน์ที่รู้ว่าคนคิดอะไรอยู่” ก่อนเขาจะคิด

    🎯 UX คืออะไร (แบบไม่ UX-UX มาก)

    UX (User Experience) = “ประสบการณ์ตอนใช้งาน”

    เวลาคนใช้ระบบแล้วพูดว่า “อ๋อ เข้าใจเลย” หรือ “คลิกแล้วมันลื่น” → นั่นแหละ UX ดี

    ✋ SA ต้องสน UX ไหม?

    ต้อง!
    แม้ SA จะไม่ใช่ UX Designer
    แต่ SA คือคนที่ “กำหนด flow ทุกอย่างตั้งแต่แรก”

    ถ้า flow งง → UX ก็งง
    ถ้า flow ลื่น → UX ก็ดีโดยไม่ต้องแต่งเพิ่ม

    🔧 UX ที่ดี เริ่มจาก Flow ที่ดี

    Flow งง ๆFlow ลื่นไหล
    สมัคร = 5 ขั้นตอน, ไม่มีบอกว่าเสร็จเมื่อไหร่สมัครง่ายใน 3 step พร้อม progress bar
    ฟอร์มเด้ง error แบบไม่รู้ว่าผิดตรงไหนชี้จุดที่ผิด + ข้อความช่วยเข้าใจ
    ปุ่มเยอะจนไม่รู้จะกดอันไหนปุ่มเดียว ชัดเจน ทำสิ่งเดียว

    Flow ที่คิดดี = User ใช้แล้วไม่หงุดหงิด
    Flow ที่คิดข้าม = Dev ต้องมาแก้ UI วุ่นวาย

    🔍 เทคนิค “SA สาย UX” แบบง่าย ๆ

    1. คิดแบบผู้ใช้ก่อนคิดแบบระบบ
      ถามตัวเองว่า “ตอนนั้นคนจะงงอะไร?”
    2. ลองเดิน flow ด้วยตัวเอง (หรือหลอกเพื่อนให้ลอง)
      เช่น สมัคร, จ่ายเงิน, ยกเลิก แล้วจดว่าติดตรงไหน
    3. ใส่ใจข้อความเล็ก ๆ
      UX ไม่ได้มาจากดีไซน์สวย แต่จากคำว่า “ยืนยัน”, “แก้ไข”, “สำเร็จ” ที่ชัดเจน
    4. เขียน Flow พร้อม Scenario
      “ถ้าผู้ใช้ใส่ข้อมูลไม่ครบ → ระบบควรเตือนยังไง?”
      “ถ้ากดจ่ายเงินแล้วเน็ตหลุด → เกิดอะไรขึ้น?”

    🍜 ยกตัวอย่างแบบร้านก๋วยเตี๋ยว

    Flow งงFlowดี
    ลูกค้าต้องยืนรอคิว → สั่งเอง → จ่ายที่เคาน์เตอร์ → รับบัตรคิว → งงลูกค้าใช้แอป → เลือกเมนู → จ่ายเงิน → ได้แจ้งเตือนตอนอาหารใกล้เสร็จ

    💬 สรุป

    • UX ไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือ “การออกแบบประสบการณ์ที่คนใช้งานจะรู้สึกว่า ลื่น”
    • SA ที่เก่ง UX ไม่ใช่แค่รู้ว่า “ทำอะไรได้” แต่รู้ว่า “คนจะคิดอะไรตอนกดสิ่งนั้น”
    • ถ้าเริ่มจาก Flow ดี UX ก็แทบไม่ต้องแก้ทีหลัง

  • 🎧 User พูดไทย แต่ SA ฟังเป็น Flow

    User:

    “อยากให้ระบบมันแจ้งเตือนตอนมีของหมดนะ”

    SA:

    (คิดในใจ)
    ถ้าจำนวนสินค้าในคลัง < 10 → ระบบส่ง Noti → ถึงผู้ดูแลคลัง → ผ่าน LINE และอีเมล

    🧠 วิธีฟังแบบ SA: ไม่ใช่แค่ฟัง แต่ “ถอดรหัส”

    สิ่งที่ User พูดSA ควรถามเพื่อให้ได้ Flow
    “อยากให้มันง่าย ๆ อะ”ง่ายแบบไหน? ขั้นตอนไหน?Step ที่ต้องลด / รวมปุ่ม / ตัดการยืนยัน
    “อยากให้ระบบมันแจ้งเลย”แจ้งเมื่อไหร่? ใครเห็น?Trigger และ Target
    “อยากให้มีประวัติย้อนหลัง”ต้องเก็บอะไร? กี่วัน?เงื่อนไขเก็บ log / แสดงข้อมูล
    “อยากให้มันเร็ว ๆ”ช้าเพราะอะไร? ช้าตรงไหน?จุดที่ใช้เวลา / ปรับ logic

    🛠️ เทคนิคแปลง “คำพูด” เป็น “Requirement Flow”

    1. Highlight คำกริยา เช่น “กด”, “ส่ง”, “แจ้ง”, “ตรวจสอบ”
      → ใช้เป็น Step
    2. หา Subject + Object
      เช่น “User กดปุ่ม → ระบบบันทึกข้อมูล”
      → พร้อมวาด Sequence / Flowchart ได้เลย
    3. ถาม 3 คำถามทองคำ
      • • ใครทำ?
        • ทำอะไร?
        • ทำเมื่อไหร่?
    4. เขียน Flow แบบใช้ได้จริงก่อนคิด UI

    UI เปลี่ยนได้ Flow ต้องชัดก่อน

    ✏️ ตัวอย่าง

    User:

    “เวลาคนสมัครเข้ามา อยากให้มีคนอนุมัติด้วย ไม่ให้เข้าอัตโนมัติ”

    SA เขียนเป็น Flow:

    1. ผู้ใช้กรอกแบบฟอร์มสมัครสมาชิก
    2. ระบบบันทึกสถานะ = “รออนุมัติ”
    3. แอดมินเห็นรายการใหม่ → กดอนุมัติ / ปฏิเสธ
    4. ถ้าอนุมัติ → ส่งอีเมลแจ้งผล

    สรุป

    User ไม่ผิดที่พูดลอย ๆ — มันคือธรรมชาติ

    SA ไม่ต้องเป็นหมอดู — แต่ต้องเป็น “คนตีความที่ดี”

    Requirement ที่ดี = ไม่ใช่แค่ตรง แต่ ต้องเป็น Flow ที่ Dev เขียนต่อได้ทันที

  • ไม่โค้ดก็เจ๋งได้: อาชีพนี้คือ system analyst!

    เขียนโค้ดไม่เป็น ไม่ใช่ปัญหา
    ถ้ามองระบบเป็น เห็น flow ออก — คุณก็เป็น SA ได้!

    🎯 แล้ว System Designer / SA ทำอะไร?

    System Designer หรือ System Analyst คือ “คนออกแบบระบบ” ที่ทำให้ ไอเดียของลูกค้า กลายเป็น ภาพชัด ๆ ที่ Dev ทำต่อได้

    📌 ไม่ใช่คนเขียนโค้ดเอง
    📌 แต่เป็นคนแปล “ภาษาคน” ให้เป็น “ภาษาระบบ”

    🔧 งานหลักของ SA มีอะไรบ้าง?

    งานตัวอย่าง
    📋 เก็บ Requirementคุยกับผู้ใช้: อยากได้ระบบอะไร? เจอปัญหาอะไร?
    🎯 วิเคราะห์ความต้องการแยกให้ออกว่าอะไรจำเป็น, อะไรเป็นฟีเจอร์เสริม
    🛠️ ออกแบบระบบวาด Flow, Use Case, ER Diagram, Wireframe
    🗣️ สื่อสารกับทีมอธิบาย requirement ให้ Dev, Tester เข้าใจตรงกัน
    ✅ ตรวจสอบผลลัพธ์เช็คว่าสิ่งที่ Dev ทำ ตรงกับที่ออกแบบไว้หรือไม่

    🤔 แล้วต้อง “เขียนโค้ดไม่เป็นเลย” ได้ไหม?

    ได้!
    แต่… ต้องเข้าใจโครงสร้างระบบคร่าว ๆ เช่น

    • Client / Server คืออะไร
    • API คืออะไร ใช้ตอนไหน
    • Database เก็บข้อมูลยังไง
    • การทำ Flow ที่มี condition, loop, validation

    เพราะเป้าหมายของ SA ไม่ใช่เขียนโค้ด…
    แต่คือ “ออกแบบให้คนอื่นเขียนได้ตรง”

    ความสามารถสำคัญของ System Analyst

    ทักษะทำไมถึงสำคัญ
    การตั้งคำถามเพื่อขุดลึกโจทย์ที่แท้จริง
    การฟังอย่างเข้าใจเพื่อสื่อสารกับ User / Dev ให้ตรง
    การคิดเป็นระบบเพื่อวาง flow ที่ไม่หลงทาง
    การสื่อสารด้วยภาพเพราะภาพ 1 ภาพ = แทนคำอธิบาย 1 หน้า

  • 🆚 CMMI vs ISO 29110

    📦 สรุปแบบเร็ว ๆ: ทั้งคู่คือ “มาตรฐานการพัฒนาซอฟต์แวร์”

    มาตรฐานเหมาะกับใคร?
    CMMIองค์กรใหญ่ / โปรเจกต์ซับซ้อน / ต้องวัดผลคุณภาพเชิงลึก
    ISO 29110ทีมเล็ก / ฟรีแลนซ์ / สตาร์ทอัพ / ราชการ / SME

    🧠 จุดตั้งต้นต่างกัน

    หัวข้อCMMIISO 29110
    🎯 เป้าหมายยกระดับ “กระบวนการ” แบบต่อเนื่องวาง “ระบบทำงาน” สำหรับทีมขนาดเล็กให้เป็นมืออาชีพ
    🧱 โครงสร้างแบ่งเป็น 5 ระดับ (Level 1–5)แบ่งเป็น 2 กระบวนการ: PM (Project Management) + SI (Software Implementation)
    🏢 เหมาะกับบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ทีม ≤ 25 คน / โปรเจกต์ไม่ซับซ้อนมาก
    📊 ความเข้มข้นสูง – ต้องมีเอกสาร, ประเมิน, ตรวจสอบ, เก็บ Dataปานกลาง – เน้นใช้งานจริง ไม่เน้นเอกสารเยอะ

    🧪 ตัวอย่างเอกสารที่ทั้งสองมาตรฐานเน้น

    หมวดCMMIISO 29110
    Requirementต้องมี Traceability Matrix / GAP AnalysisUse Case, Requirement List เข้าใจง่าย
    การวางแผนมี Project Plan, Risk Management Planมี Plan เบื้องต้น เช่น ตารางคน/เวลา/งาน
    การพัฒนาDocument ทุก Phase: Design, Dev, Testทำ Flow, ERD, Test Plan ใช้งานจริง
    การวัดผลมี Metrics ชัดเจน เช่น Defect Rate, Cycle Timeไม่บังคับวัดผลเชิงลึก แต่ควรมี Checklist
    การปรับปรุงContinuous Process ImprovementLessons Learned หลังโปรเจกต์จบก็เพียงพอ

    🧭 คำแนะนำสำหรับทีมที่ยังไม่เคยใช้มาตรฐาน

    สถานการณ์ควรเริ่มจาก…
    ทีม ≤ 10 คน, ทำงาน agileISO 29110 จะเบาและเหมาะกับการปรับใช้
    โปรเจกต์ภาครัฐ / ประมูล TORดูว่าระบุ CMMI หรือไม่ (มักจะต้องมี Level 2 ขึ้นไป)
    อยากมีมาตรฐานภายใน เริ่มง่าย ๆISO 29110 เป็นจุดเริ่มที่ดี
    ทีมโตขึ้น / มีหลายทีม / ต้องการวัดผลค่อยยกระดับสู่ CMMI ระดับ 2 หรือ 3

    ✅ สรุปสั้น ๆ

    เรื่องCMMIISO 29110
    ความซับซ้อนสูงกลาง-ต่ำ
    ใช้กับทีมเล็กไม่ค่อยเหมาะเหมาะมาก
    เน้นปรับปรุงกระบวนการ
    เน้นใช้งานจริงบางส่วน✅ มาก
    ใช้เวลาปรับตัวนานไวกว่า
    เริ่มต้นฟรีได้เลย✅ (มีเทมเพลตจากหลายประเทศ)

  • 🚀 CMMI คืออะไร?

    มาตรฐานที่ช่วยให้ “ทีมซอฟต์แวร์เล็ก” → เติบโตแบบ “องค์กรใหญ่”

    💡 CMMI ย่อมาจาก…

    Capability
    Maturity
    Model
    Integration

    คือกรอบแนวทาง (Framework) ที่ช่วยให้องค์กรพัฒนา “ความสามารถ” ในการ จัดการกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

    🧭 เป้าหมายของ CMMI คืออะไร?

    • ✅ ทำงานซ้ำได้ → มีมาตรฐาน
    • ✅ ลดความผิดพลาด → ตรวจสอบได้
    • ✅ พัฒนาระบบได้เร็วขึ้น → วางแผนดีกว่าเดิม
    • ✅ ทีมโตขึ้น → กระบวนการไม่พัง

    🪜 CMMI มีกี่ระดับ?

    CMMI แบ่งระดับ “ความโตของกระบวนการ” ออกเป็น 5 ขั้น

    ระดับชื่อระดับลักษณะทีม
    1️⃣ Initialทำแบบตามใจงานสำเร็จเพราะคนเก่ง ไม่ใช่เพราะระบบ
    2️⃣ Managedวางแผน & จัดการได้มีเอกสาร, จัดการ Requirement และ Project ได้ดี
    3️⃣ Definedกระบวนการชัดเจนใช้ขั้นตอนเดียวกันทั้งองค์กร มี standard
    4️⃣ Quantitatively Managedวัดผลได้มี Data ในการวัด/ปรับกระบวนการ
    5️⃣ Optimizingปรับปรุงต่อเนื่องใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ

    🎯 ส่วนใหญ่ทีมทั่วไปตั้งเป้าไปที่ระดับ 2 หรือ 3 ก็เพียงพอในการทำงานและผ่านงานประมูลหลายภาครัฐ

    🛠️ CMMI ใช้กับใคร?

    • 📌 Software Development
    • 📌 IT Services
    • 📌 Product & Process Development
    • 📌 Government Project (TOR มักอ้างอิง CMMI Level)

    🎯 แล้วเกี่ยวอะไรกับ SA/Dev/PM?

    บทบาทต้องเข้าใจเรื่องนี้เพื่อ…
    SA / BAเขียน Requirement / Flow / Doc ให้เป็นระบบ
    Devพัฒนาให้ตรง spec ที่วางตามกระบวนการ
    Testerมีแผน Test ที่สอดคล้องกับ Requirement
    PMวางแผน / ติดตามงานตามมาตรฐาน
    Org Leadพัฒนาทีมให้เข้าระบบ CMMI ได้จริง

    ✅ อยากเริ่มใช้ CMMI ต้องทำยังไง?

    1. 🔍 ตรวจสอบว่าตอนนี้เราอยู่ “ระดับไหน”
    2. 📋 วาง Process ที่จำเป็น: Requirement → Design → Dev → Test → Deploy
    3. 🧪 เก็บ Evidence เช่น Document, Log, Test Plan
    4. 👨‍🏫 อบรมทีมให้เข้าใจ และทำตามได้จริง
    5. 📈 ประเมินซ้ำ + ปรับปรุงต่อเนื่อง

  • 🔍 SA กับ BA ต่างกันยังไง?

    💡 คำจำกัดความแบบบ้าน ๆ

    คำย่อย่อมาจากคือใครในโปรเจกต์
    BABusiness Analyst“ล่ามธุรกิจ” ที่เข้าใจโจทย์จากฝั่ง User / ลูกค้า แล้วแปลงเป็น Requirement
    SASystem Analyst“นักออกแบบระบบ” ที่แปลง Requirement ให้กลายเป็น Flow, Data, Spec ที่ Dev สร้างได้จริง

    🎯 เปรียบเทียบแบบเห็นภาพ

    หัวข้อBASA
    โฟกัสหลักความต้องการของธุรกิจโครงสร้างของระบบ
    ทำงานกับใครUser, Stakeholder, PMDev, Tester, Architect
    ผลลัพธ์หลักBRD, Use Case, ScopeFlow, DFD, ERD, SRS
    ถนัดเรื่องการฟัง, ตั้งคำถาม, สื่อสารการคิดแบบระบบ, เชื่อมโยงข้อมูล
    เครื่องมือExcel, Miro, NotionDraw.io, DB Designer, Postman
    คำถามที่เจอบ่อย“ทำไมถึงต้องมีระบบนี้?”“ข้อมูลวิ่งจากไหนไปไหน?”

    🍜 ตัวอย่างแบบไทย ๆ: ระบบจองคิวโรงอาหาร

    ขั้นตอนBA ทำอะไรSA ทำอะไร
    1. สัมภาษณ์ Userคุยกับนักเรียน-พนักงาน: อยากให้ระบบช่วยอะไร
    2. เก็บ Requirementสรุปว่า “อยากจองล่วงหน้า”, “ไม่อยากรอคิว”
    3. วาง Use Caseเขียนว่ามีผู้ใช้ “จองคิว”, “ดูสถานะ”, “ยกเลิก”เริ่มออกแบบ Flow → ใครทำอะไร เมื่อไหร่
    4. วางระบบวาด DFD, ออกแบบฐานข้อมูล, คุยกับ Dev
    5. ส่งเอกสารสรุป BRD ส่งให้ทีมสรุป SRS + Diagram ส่งให้ Dev

    ✅ แล้วใครสำคัญกว่า?

    คำตอบคือ “ทั้งคู่ต้องมี” เพราะ…

    • ถ้ามีแต่ BA → เข้าใจธุรกิจ แต่ระบบใช้ไม่ได้
    • ถ้ามีแต่ SA → ระบบเทพ แต่ไม่ตอบโจทย์จริง

    💡 ในบางทีม (เช่น โปรเจกต์เล็ก) → คนเดียวอาจรับบททั้ง BA + SA ก็ได้
    แต่ต้อง “สลับหมวก” ให้เป็น!

  • ✅ Requirement ที่ดี หน้าตาเป็นยังไง?

    เขียนดี = Dev ไม่ต้องเดา
    Tester ไม่ต้องถาม
    ลูกค้าไม่ต้องแก้!

    💡 ก่อนอื่น: Requirement คืออะไร?

    สิ่งที่ระบบ “ต้องทำ” หรือ “ต้องมี” เพื่อให้ตอบโจทย์ของผู้ใช้งาน
    เขียนให้ชัดตั้งแต่ต้น = งานเร็ว ลดแก้ ลดบั๊ก!

    📦 Requirement ที่ดีควรเป็นยังไง?

    อักษรความหมายตัวอย่างดีตัวอย่างไม่ดี
    Specificชัดเจน ไม่คลุมเครือ“ผู้ใช้สามารถกดปุ่มยืนยันเพื่อบันทึกข้อมูลได้”“ทำให้มันเวิร์ก ๆ หน่อย”
    Measurableวัดได้“ระบบต้องตอบสนองภายใน 3 วินาที”“โหลดให้เร็ว”
    Agreeableทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน“แสดงชื่อผู้ใช้ตามชื่อในระบบ HR”“ชื่อผู้ใช้จากระบบนู่นนั่นแหละ”
    Realisticทำได้จริงในเวลาที่มี“รองรับผู้ใช้ 100 คนพร้อมกัน”“รองรับ 1 ล้านคนในงบ 2 วัน”
    Testableทดสอบได้ มีเงื่อนไขชัด“ถ้าไม่ได้กรอกอีเมล ระบบขึ้นข้อความ ‘กรุณากรอกอีเมล’”“ป้องกัน error ทุกกรณี”

    🔍 ตัวอย่าง Requirement ที่เขียนดี vs ไม่ดี

    ❌ เขียนไม่ดี✅ เขียนใหม่ให้เข้าใจง่าย
    ระบบแจ้งเตือนตอนมีปัญหา“ระบบส่งอีเมลแจ้งผู้ดูแล หากเซิร์ฟเวอร์มี Error 500 ภายใน 1 นาที”
    ทำระบบจองห้องให้ใช้ได้“ผู้ใช้สามารถจองห้องประชุมผ่านฟอร์ม โดยเลือกวันที่, เวลา, และห้อง”
    อยากให้หน้า UI ใช้ง่าย“UI ต้องแสดงชื่อห้อง, ความจุ, และปุ่ม ‘จอง’ ชัดเจนบนจอมือถือ”

    🧠 เทคนิคเขียน Requirement ให้เป๊ะ

    • ✅ เริ่มด้วยคำว่า “ผู้ใช้สามารถ…” / “ระบบต้อง…
    • ✅ แยก Requirement เป็นข้อ ๆ (ไม่เขียนรวบ)
    • ✅ ใช้ศัพท์กลาง ไม่ใช่คำเฉพาะที่แค่ Dev เข้าใจ
    • ✅ ระบุเงื่อนไข, ข้อยกเว้น, ขอบเขตให้ครบ
    • ✅ ถ้ามี flow ซับซ้อน → แนบ Diagram

    🎯 Requirement ที่ดี = ประหยัดเวลา x3

    ฝ่ายได้ประโยชน์อะไร
    👩‍💻 Devเขียนโค้ดตรงเป้า ไม่ต้องเดา
    🧪 Testerเขียน Test Case ได้ทันที
    🧑‍💼 ลูกค้าตรวจสอบว่า “ใช่สิ่งที่ต้องการ” หรือไม่

  • 📄 BRD, SRS, FRD ต่างกันยังไง?

    🧠 ก่อนอื่น… ทำไมต้องมีหลายเอกสาร?

    เพราะ “1 ระบบ” = มีคนหลายบทบาท (ลูกค้า, Dev, Tester, ผู้บริหาร)
    แต่ละคนต้องการ “ระดับความลึก” ที่ต่างกัน
    เอกสารจึงต้อง แบ่งตามมุมมอง เพื่อสื่อสารได้เข้าใจง่ายสำหรับแต่ละฝ่าย

    🔍 เปรียบเทียบ BRD vs FRD vs SRS

    หัวข้อBRD (Business Requirement Document)FRD (Functional Requirement Document)SRS (Software Requirement Specification)
    📌 คืออะไรสรุปความต้องการของธุรกิจสรุปฟีเจอร์ที่ระบบต้องทำรวมทุก requirement เพื่อ Dev & QA
    👥 ใช้กับใครผู้บริหาร, ลูกค้าSA, BA, Dev, TesterDev, Tester, SA, Architect
    🧠 โฟกัสอะไร“เราต้องการอะไร?”“ระบบต้องทำอะไรให้ใครบ้าง?”“ระบบจะทำสิ่งนั้นได้ยังไง?”
    📄 มีอะไรในเอกสารเป้าหมายธุรกิจ, Stakeholder, KPI, ขอบเขตUse Case, Flow, Business Rule, UI MockupFlow ละเอียด, Data Dictionary, Interface Spec
    🧪 ระดับความลึกพอเข้าใจแนวทางเห็นภาพการใช้งานจริงพร้อมนำไปพัฒนาได้เลย
    📝 ใครเขียนBA / SABA / SASA / Tech Lead / System Architect

    📌 สรุปจำง่าย ๆ

    เอกสารคำจำกัดความจำง่าย
    BRD“ลูกค้าอยากได้อะไร”
    FRD“ระบบต้องทำอะไรให้ลูกค้า”
    SRS“Dev ต้องเขียนอะไรเพื่อให้ระบบทำงานได้จริง”

    ✅ เมื่อไหร่ควรเขียนทั้ง 3?

    • ถ้าเป็น โปรเจกต์ขนาดใหญ่ → เขียนครบ BRD + FRD + SRS
    • ถ้าเป็น โปรเจกต์ภายใน / พัฒนาเร็ว → อาจรวม FRD + SRS ไว้ในเอกสารเดียว
    • ถ้าเป็น งานราชการ / ยื่นประกวดราคาBRD ชัด = ชนะครึ่งหนึ่งแล้ว

    💬 ปิดท้าย

    เอกสารที่ดี = ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน
    ไม่ต้องเยอะ แต่ต้อง “ครบ ประเด็น
    เขียน BRD เพื่อ “สื่อสารกับคน”, เขียน SRS เพื่อ “สื่อสารกับเครื่อง”
    SA ที่ดี = แปลทุกมุมมองให้เจอกันตรงกลาง 🧩

  • 🏛️ ถอดรหัส Domain Knowledge

    ในระบบราชการ — เข้าใจเร็ว ทำงานง่าย ไม่หลงระบบ

    💡 Domain Knowledge คืออะไร?

    คือ “ความเข้าใจเฉพาะด้าน” เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เช่น กฎหมาย, ขั้นตอน, โครงสร้าง, ภาษาราชการ

    ในโลก IT มันคือ “เบื้องหลังที่ไม่เขียนอยู่ใน requirement
    แต่ถ้าไม่รู้… จะออกแบบระบบได้ไม่ตรง หรืออาจ “ตีความผิด”

    🎯 ทำไมต้องเข้าใจ Domain ในระบบราชการ?

    ถ้าไม่เข้าใจจะเจอปัญหาแบบนี้…
    🔹 ไม่รู้ว่าใครมีอำนาจอนุมัติสร้างระบบให้ผิด flow จริง
    🔹 ไม่เข้าใจคำราชการอ่าน requirement แล้วตีความผิด
    🔹 ไม่รู้ข้อบังคับ/ระเบียบระบบที่ออกแบบอาจขัดกับกฎหมาย
    🔹 ไม่รู้รหัส-หน่วยงานย่อยเขียน lookup ผิด, filter พัง

    📌 ตัวอย่าง Domain Knowledge ที่พบบ่อย

    หมวดตัวอย่าง
    โครงสร้างองค์กรสำนักงานใหญ่ ↔ ภาค ↔ จังหวัด ↔ อำเภอ ↔ ตำบล
    ขั้นตอนงานเบิกจ่าย → ลงนาม → ตรวจสอบ → อนุมัติ
    กฎหมาย & ระเบียบPDPA, ระเบียบเบิกจ่ายเงินราชการ, TOR
    คำราชการ“คำสั่ง”, “บันทึกข้อความ”, “หนังสือเวียน”
    รหัสอ้างอิงรหัสหน่วยงาน, รหัสประเภทบุคลากร, รหัสงบประมาณ
    ศัพท์เฉพาะ“กกต.”, “ผอ.”, “หนังสือเวียนด่วนที่สุด”

    🧠 วิธีเรียนรู้ Domain อย่างไว

    วิธีทำยังไงเหมาะเมื่อ…
    📄 อ่าน TOR + เอกสารเดิมวง keyword, โครงสร้าง, flow งานเพิ่งเข้าทีม, ไม่เคยทำระบบนี้
    🧑‍🏫 ถาม “พี่เจ้าหน้าที่”ฟัง flow ที่ใช้งานจริง ๆ ไม่ใช่บนกระดาษอยากเข้าใจงานภาคสนาม
    🔍 สังเกตเอกสารจริงดูฟอร์มที่ใช้งาน เช่น แบบคำขอ, แบบฟอร์มราชการเก็บ requirement เพิ่มเติม
    🧭 ทำ “Glossary”รวมศัพท์เฉพาะ + คำอธิบายไว้ใช้ทั้งทีมลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
    🧾 จัด workshop ถอด Flowให้เจ้าหน้าที่ช่วยวาดขั้นตอนการทำงานจริงมีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง

    ✨ ตัวอย่างง่าย ๆ

    ระบบ “ขออนุมัติเดินทางราชการ”
    ถ้าไม่รู้ว่า “ต้องแนบคำสั่งกระทรวง”, “ต้องอนุมัติล่วงหน้า 7 วัน” และ “ต้องมีใบเบิกค่าเดินทางแยก”
    → คุณอาจออกแบบระบบให้ขาดข้อมูลสำคัญ และเบิกไม่ได้จริง ❌

    📦 Checklist ถามก่อนลงระบบหน่วยงานรัฐ

    1. มีหน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้าง? (ส่วนกลาง-ภูมิภาค?)
    2. มีขั้นตอนตามกฎหมาย/ระเบียบอะไร?
    3. มีฟอร์มหรือเอกสารแนบอะไร?
    4. ใครเป็นคนอนุมัติ? มีกี่ลำดับ?
    5. ระบบต้องรองรับภาษาราชการหรือไม่?
    6. มีรหัสหน่วยงาน/รายการอ้างอิงเฉพาะไหม?

SA-Me.life

nuttachai.ti@gmail.com