• 🎯 ทำไมต้องจัดการ Version ของ API?

    เพราะ API ไม่คงที่ — เมื่อเวลาผ่านไป:

    • เปลี่ยน structure ของ response
    • เปลี่ยน validation หรือ logic
    • ย้าย/ลบ/เพิ่ม endpoint

    หากไม่มีเวอร์ชัน → Client พังทันทีเมื่อมีการเปลี่ยน

    🧠 แนวทางจัดการ API Version สำหรับ Tech Lead

    1. URI Versioning (นิยมที่สุด)

    GET /api/v1/users

    • ชัดเจน, เข้าใจง่าย
    • สามารถมีหลาย version พร้อมกันได้
    • เหมาะสำหรับ public API หรือ third-party client

    ✔ เหมาะกับ REST API ที่เปลี่ยนบ่อย

    2. Header Versioning

    GET /users
    Headers: Accept-Version: v2

    • Clean URL
    • แต่ Client ต้องรู้วิธีตั้ง header → อาจไม่เหมาะกับ browser

    ✔ เหมาะกับ API ภายในองค์กร ที่ควบคุม client ได้

    🧰 แนวทางที่ควรวางไว้แบบนี้

    ด้านแนวทาง
    ✅ เวอร์ชันใน URL/api/v1/ (ชัดเจนสุด)
    ✅ Maintain version เดิมอย่าเปลี่ยน behavior ของ v1
    ✅ Deprecate แบบมีแผนประกาศล่วงหน้า เช่น “v1 จะหยุดให้บริการใน 6 เดือน”
    ✅ มี changelogชัดเจนว่า v2 เปลี่ยนอะไร
    ✅ Document ทุก versionแยกชัดว่าแต่ละ version รองรับอะไร
    ✅ ใช้ API Gatewayเช่น Kong / Apigee เพื่อจัดการ version routing

    🧠 เมื่อไหร่ควรเพิ่มเวอร์ชัน?

    คำถามคำตอบ
    เปลี่ยนชื่อ field → usernameuser_name✅ v2
    เพิ่ม optional field ใหม่❌ ไม่จำเป็น (Backward compatible)
    เปลี่ยน validation rule (จาก optional → required)✅ v2
    เปลี่ยน resource path✅ v2
    เพิ่ม endpoint ใหม่ (โดยไม่กระทบ endpoint เดิม)❌ ไม่จำเป็น

    ข้อควรระวัง

    • อย่าลบ version เก่าแบบทันที!
    • อย่าทำ breaking change โดยไม่แจ้ง client
    • เวอร์ชัน API ไม่ควรขึ้นกับเวอร์ชันของระบบภายใน (เช่น app-v1.2.3)
    • ต้อง version เฉพาะ “public interface” ไม่จำเป็นต้อง version internal service

    GET /api/v1/products → สินค้าแบบเก่า
    GET /api/v2/products → มีฟิลด์ใหม่, รูปแบบ response ใหม่

    ตัวอย่าง

    @RestController
    @RequestMapping("/api/v1/users")
    public class UserV1Controller {
    
    @GetMapping
    public String getUsersV1() {
        return "User API v1";
    }
    
    }
    
    @RestController
    @RequestMapping("/api/v2/users")
    public class UserV2Controller {
    
    @GetMapping
    public String getUsersV2() {
        return "User API v2";
    }
    
    }
    
    

  • Monolith vs Microservice – For  Who Mean Business

    🧱 Monolith คืออะไร?

    Monolith คือ ซอฟต์แวร์ที่รวมทุกส่วนของระบบไว้ในแอปพลิเคชันเดียว ทั้ง UI, Business Logic, Database Access, และ Configuration
    ทุกอย่างถูก build, deploy, และรันไปด้วยกันเป็น “ก้อนเดียว” (mono = หนึ่ง, lith = ก้อนหิน)

    🎯 ทำไมถึงมี Monolith?

    เพราะมันคือ “รูปแบบเริ่มต้น” ที่ง่ายสุด!

    1. พัฒนาเร็วที่สุด (ไม่ต้องคิดแยก service)
    2. ใช้ Tech Stack เดียว เช่น Spring Boot, Laravel, .NET
    3. เหมาะกับโปรเจคที่ต้องการ MVP (Minimum Viable Product)

    เป็นเหมือน “ร่างต้นแบบ” ของระบบ ที่ช่วยให้ทีมเริ่มได้ก่อน แล้วค่อย scale ภายหลัง

    📦 จุดเด่นของ Monolith

    ข้อดีอธิบาย
    ✅ Simpleเข้าใจง่าย เหมาะกับ dev ใหม่
    ✅ Build/Deploy ง่ายไม่มี cross-service dependency
    ✅ IDE support เต็มเปิดทีเดียวเห็นหมด
    ✅ Test Flow ง่ายไม่ต้อง mock service อื่น
    ✅ Communication เร็วเรียก function ตรง ไม่ต้องผ่าน network

    ❌ ข้อจำกัดของ Monolith

    ข้อเสียอธิบาย
    ❌ โตเร็วเกินควบคุมโค้ดทุกอย่างพันกัน → spaghetti code
    ❌ ทุกทีมต้องแตะ code base เดียวconflict เยอะ, CI/CD พังง่าย
    ❌ Scale ไม่ยืดหยุ่นถ้า feature เล็ก ๆ ฮิต → scale ทั้งระบบ
    ❌ เปลี่ยน Tech Stack ยากอยากเปลี่ยนแค่ DB ก็ต้อง build ใหม่หมด
    ❌ Deployment ผูกกันหมดfeature A พัง → ทั้งระบบพัง

    🧩 แล้ว Microservice เข้ามาเมื่อไหร่?

    Microservice เกิดขึ้นเมื่อ:

    • ระบบเริ่ม ใหญ่จนทีมเดียวดูไม่ไหว
    • อยากให้แต่ละทีมมี ownership ที่ชัดเจน
    • อยาก deploy บางส่วนได้แบบอิสระ
    • ต้อง scale เฉพาะ service ที่ใช้งานเยอะ

    🔁 สรุปเปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย

    ด้าน🧱 Monolith🧩 Microservice
    การเริ่มต้น✅ ง่ายมาก❌ ซับซ้อน
    การ deployทีเดียวแยก service
    การ testง่ายแบบ end-to-endยากขึ้น ต้อง mock
    การ scaleทั้งระบบแยกตาม feature
    ทีม devทำงานบน codebase เดียวทำงานแยกทีม แยก repo
    ความเร็วตอนเริ่มเร็วมากช้ากว่า
    ความคล่องตัวระยะยาวน้อยลงสูงกว่า

    Monolith ไม่ผิด มันคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในหลายกรณี

    Microservice ไม่ใช่ของแฟนซีเสมอไป ถ้าแยกก่อนเวลาอันควรจะ “เจ็บ”

    🧠 รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเริ่มแยก คือทักษะสำคัญของ Tech Lead

  • 📌 ทบทวนแนวคิด Clean Architecture และวิเคราะห์โปรเจคของตัวเองว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่

    Clean Architecture เป็นแนวทางการออกแบบซอฟต์แวร์ที่ แยกความรับผิดชอบ (separation of concerns) อย่างชัดเจน เพื่อให้ระบบ:

    • ทดสอบง่าย (Testable)
    • ปรับเปลี่ยนง่าย (Flexible)
    • ยืดอายุระบบ (Maintainable)
    • ไม่ผูกติดกับ framework, database, UI

    🧱 โครงสร้างของ Clean Architecture

    🔄 กฎสำคัญ: Dependency Rule

    โค้ดชั้นนอก สามารถเรียกใช้ ชั้นในได้
    โค้ดชั้นใน ห้ามรู้จัก หรืออิงกับชั้นนอกเด็ดขาด

    เช่น:

    • Entity ห้ามรู้จัก Controller หรือ Database
    • Use Case ห้ามรู้จัก UI หรือ Framework

    Tips & Tricks การเขียน “Clean Code” ที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย และดูแลง่าย

    ✨ 1. Meaningful Names – ตั้งชื่อให้รู้ว่าใช่

    ข้อควรทำตัวอย่าง
    ✅ ใช้ชื่อสื่อความหมาย (ไม่ย่อมั่ว)calculateSalary() ดีกว่า cal()
    ✅ ใช้ชื่อที่ตอบว่า “ทำอะไร”isValidEmail() ดีกว่า check1()
    ❌ หลีกเลี่ยงใช้ชื่อทั่วไปเกินไปdata, info, temp
    ✅ ใช้ชื่อที่ consistentถ้าใช้ getX() ก็ใช้ setX() ด้วย

    🔧 2. Function – ฟังก์ชันควร “ทำอย่างเดียว”

    Guidelineตัวอย่าง
    ✅ ควรสั้น < 20 บรรทัดถ้าเกิน → แยกย่อย
    ✅ ชื่อฟังก์ชันต้องบอกได้ว่าทำอะไรsendWelcomeEmail()
    ✅ ทำงานอย่างเดียว (Single Responsibility)validateEmail() แยกจาก sendEmail()
    ❌ อย่าให้มี side-effect ลับ ๆเช่น แก้ state global โดยไม่แจ้ง

    💬 3. Comment – อย่าใช้แทนชื่อที่ดี

    ข้อควรทำตัวอย่าง
    ✅ ใช้ comment อธิบาย “เหตุผล” ไม่ใช่ “ว่าโค้ดทำอะไร”// ใช้ Retry เพราะ endpoint ไม่เสถียร
    ❌ หลีกเลี่ยง comment ซ้ำกับโค้ดi++; // เพิ่มค่า i ขึ้น 1
    ✅ ถ้าต้องใส่ comment → โค้ดอาจไม่ clean แล้วพิจารณา refactor แทน

    🧾 4. Formatting – อ่านง่าย = ดูแลง่าย

    แนวปฏิบัติอธิบาย
    ✅ เว้นบรรทัดให้เห็นกลุ่มของ logic ชัดเจนตัวอย่าง: ระหว่าง if, loop
    ✅ จัด indent ให้สม่ำเสมอใช้ tab หรือ space ให้ทีมตกลงกัน
    ❌ อย่ายัดทุกอย่างไว้บรรทัดเดียวอ่านยาก
    ✅ ใช้ linter / formatterเช่น Prettier, ESLint, Checkstyle

    🏷️ 5. Classes – ควร “รับผิดชอบเรื่องเดียว”

    หลักการตัวอย่าง
    ✅ 1 class = 1 responsibilityReportGenerator, EmailSender แยกกัน
    ❌ ไม่ควรมี Util.java ที่ทำทุกอย่าง
    ✅ ใช้ interface เพื่อกำหนด contractแล้ว implement แยกใน service class
    ✅ ควร test ได้ง่ายclass ที่ดีต้อง test ได้แบบ isolated

    🧱 6. Object & Data Structures – ใช้ OOP อย่างเหมาะสม

    แนวคิดตัวอย่าง
    ✅ ซ่อนการเข้าถึง field (encapsulation)ใช้ private + getter/setter
    ✅ พิจารณาใช้ record / DTO แยกจาก entity
    ❌ อย่าทำ data object ที่ไม่ฉลาดเลย (anemic model)
    ✅ สร้าง method ให้ object ทำงานแทนที่ logic อยู่ข้างนอก

    ⚠ 7. Error Handling – อย่าซ่อนบั๊ก

    ข้อควรทำตัวอย่าง
    ✅ ใช้ try/catch เฉพาะจุดที่จำเป็น
    ✅ ให้ข้อความ exception ชัดเจนthrow new InvalidEmailException("Email is not valid")
    ❌ อย่าจับ exception แล้วไม่ทำอะไรcatch (Exception e) {}
    ✅ ใช้ custom exception class แยกเฉพาะ domain

    🧪 8. Unit Tests – โค้ดดี = test ได้ง่าย

    Guidelineอธิบาย
    ✅ 1 test = 1 case = 1 assertion
    ✅ ชื่อฟังก์ชันควรบอกว่า test อะไรshouldReturnTrueWhenEmailIsValid()
    ✅ ใช้ Mock ให้เหมาะสมเช่น Mockito
    ❌ อย่า test logic ที่ framework ทำให้แล้ว
    ✅ Run test อัตโนมัติใน CI/CD

    🛠 วิธีปรับปรุงโปรเจคของคุณให้เข้าสู่ Clean Architecture

    สิ่งที่ควรทำตัวอย่าง
    แยก Entity ออกจาก DTOสร้าง Employee กับ EmployeeDTO
    สร้าง Use Case class แยก เช่น CreateEmployeeUseCaseไม่เขียน logic ใน Controller ตรง ๆ
    สร้าง interface เช่น EmployeeRepository ใน Use Case Layerแล้วให้ Infra Layer implements มัน
    อย่าให้ Use Case หรือ Entity ใช้ Spring, Hibernate, หรือ HttpServletRequestใช้ Dependency Injection เท่านั้น
    ทดสอบ Use Case แยกเดี่ยวได้ด้วย JUnit + Mockitoไม่ต้องโหลด Spring Context
    // Domain Layer
    public class Employee {
        private String id;
        private String name;
    }
    
    // Use Case Layer
    public interface CreateEmployeeUseCase {
        void execute(Employee employee);
    }
    
    // Interface Adapter
    @RestController
    public class EmployeeController {
        private final CreateEmployeeUseCase useCase;
    
        @PostMapping("/employee")
        public ResponseEntity<Void> create(@RequestBody EmployeeDTO dto) {
            Employee employee = mapper.toEntity(dto);
            useCase.execute(employee);
            return ResponseEntity.ok().build();
        }
    }
    

    ✅ ทำไมต้องใช้ Clean Architecture?

    Clean Architecture ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคลาสสิกของซอฟต์แวร์ที่โตไปแล้วดูแลยาก เช่น…

    • โค้ดพันกัน (Spaghetti Code)
    • เปลี่ยน UI แล้วต้องแก้ Business Logic
    • ย้าย Database หรือ Framework แล้วระบบพัง
    • ทดสอบโค้ดยากมาก

    แนวคิดนี้ แยก concerns ชัดเจน ทำให้ ทดสอบง่าย ปรับเปลี่ยนง่าย ขยายต่อได้สบาย

    ข้อดีอธิบาย
    ✅ ทดสอบง่ายUnit test Use Case โดยไม่ต้องโหลด Spring หรือ DB
    ✅ เปลี่ยน UI / DB ได้ไม่กระทบ logicUI, DB อยู่ “วงนอก”
    ✅ ขยายระบบได้ง่ายเพิ่ม Use Case, Service ใหม่โดยไม่รบกวนโค้ดเดิม
    ✅ แยกทีมทำงานได้แต่ละ layer รับผิดชอบชัดเจน
    ✅ Code Maintainability สูงแยก layer ช่วยให้เข้าใจเร็ว
    ข้อเสียคำอธิบาย
    ❌ โค้ดยาวขึ้นใช้หลายชั้น + interface เยอะ
    ❌ อาจ Overkillถ้าใช้กับโปรเจคเล็กหรือไม่ซับซ้อน
    ❌ เรียนรู้ยากสำหรับมือใหม่ต้องเข้าใจ Layering, DI, และ SOLID
    ❌ ต้องวางแผนโครงสร้างดีตั้งแต่ต้นถ้าไม่วางให้ดีจะซ้ำซ้อน/เยิ่นเย้อ
    ประเด็นคำอธิบาย
    🧩 อย่า over-engineerถ้า logic ง่าย แค่แยก Service กับ Controller ก็พอ
    🧩 อย่าลืมสื่อสารกับทีมทุกคนต้องเข้าใจแนวทางเดียวกัน
    🧩 อย่าให้ Use Case รู้จัก DB หรือ Webใช้ Interface และ Dependency Injection เสมอ
    🧩 อย่าทำแต่ structure ละเลย business logicสุดท้าย software ต้อง “ทำงานได้” ไม่ใช่แค่ “มี structure ดี”

    โค้ดที่ดี = คนอื่น (รวมถึงตัวคุณในอนาคต) อ่านแล้วเข้าใจง่าย
    Clean code ไม่ใช่แค่ให้คอมไพล์ผ่าน แต่คือ “ภาษาที่ทีมสื่อสารกันได้”

  • 🎨 Design Pattern ใน 5 นาที: ทำไม SA ต้องรู้? (ไม่ยากอย่างที่คิด!)

    หากคุณเคยได้ยินคำว่า Design Pattern แล้วรู้สึกเหมือนเจอคำศัพท์ของนักพัฒนาโค้ด… ไม่ต้องตกใจ!
    จริง ๆ แล้ว Design Pattern คือ “ทางลัด” หรือ “สูตรสำเร็จ” ที่นักพัฒนาระบบใช้เพื่อแก้ปัญหาซ้ำ ๆ ที่เจอในการออกแบบซอฟต์แวร์

    แล้วทำไม SA (System Analyst) อย่างเราต้องรู้จัก?
    เพราะบางครั้งเราต้องทำการ แปลความต้องการของลูกค้า และแนะนำทางออกที่ดีให้กับทีม Dev ซึ่ง Design Pattern ช่วยให้เรามีเครื่องมือในการพูดคุยที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

    วันนี้เราจะมาทำให้ Design Pattern ไม่ยากอีกต่อไปใน 5 นาที!

    🏠 1. เริ่มต้นที่คำถามง่าย ๆ

    Design Pattern คือ รูปแบบการออกแบบ ที่ช่วยให้นักพัฒนาแก้ปัญหาที่ซ้ำ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเคยเจอปัญหาว่า “จะทำยังไงดีถ้าต้องสร้าง object หลายตัวจาก class เดียวกันหลายครั้ง?”
    Solution? Factory Pattern ครับ!

    Design Pattern แบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก:

    1. Creational Patterns (เกี่ยวกับการสร้าง object)
    2. Structural Patterns (เกี่ยวกับการจัดการโครงสร้าง)
    3. Behavioral Patterns (เกี่ยวกับการสื่อสารและการจัดการพฤติกรรม)

    🛠️ 2. Creational Patterns (สร้าง object)

    ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือ Singleton Pattern และ Factory Pattern

    • Singleton Pattern: ใช้เมื่อคุณต้องการให้มีแค่ instance เดียวของ object เช่น Database Connection ที่ต้องแชร์กันทั่วทั้งระบบ
    • Factory Pattern: ใช้เมื่อคุณต้องการสร้าง object แบบที่ไม่ต้องรู้รายละเอียดเกี่ยวกับ class ของมัน เช่น “สร้าง shape ที่เป็นรูปวงกลมหรือสี่เหลี่ยมตามคำสั่ง”

    ทำไม SA ต้องรู้?
    ถ้าลูกค้าบอกว่า “ระบบต้องรองรับหลายประเภทของข้อมูล” SA จะต้องเลือกใช้ Factory Pattern ในการออกแบบ solution

    🏗️ 3. Structural Patterns (จัดการโครงสร้าง)

    • Adapter Pattern: ช่วยให้ 2 ระบบที่ไม่เข้ากันสามารถทำงานร่วมกันได้ เช่น ระบบที่ใช้ไฟล์ CSV แต่ต้องส่งข้อมูลไปยังระบบที่ใช้ JSON
    • Composite Pattern: ใช้เมื่อเราต้องการจัดการกลุ่ม object ที่เป็นแบบ tree structure เช่น ระบบที่มีหลายประเภทของ component แต่ต้องการจัดการเหมือนกับเป็น object เดียว

    ทำไม SA ต้องรู้?
    เวลาออกแบบระบบที่ต้องรวมหลาย ๆ ระบบเข้าด้วยกัน Adapter Pattern จะเป็นคำตอบในการเชื่อมระบบเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    🧠 4. Behavioral Patterns (พฤติกรรมของระบบ)

    • Observer Pattern: ใช้เมื่อระบบต้องการให้หลาย ๆ object รับรู้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในอีก object หนึ่ง เช่น ระบบแจ้งเตือน
    • Strategy Pattern: ใช้เมื่อเราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมของ object ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ เช่น เปลี่ยนกลยุทธ์การคำนวณราคาของสินค้าในช่วงเทศกาล

    ทำไม SA ต้องรู้?
    หากลูกค้าบอกว่า “ระบบนี้ต้องมีการแจ้งเตือนเมื่อข้อมูลเปลี่ยนแปลง” เราอาจใช้ Observer Pattern เพื่อทำให้ระบบรู้สึกเหมือนอัจฉริยะ

    5. ทำไม SA ต้องรู้ Design Pattern?

    • ช่วยให้การสื่อสารกับ Dev Team ชัดเจนขึ้น
      เมื่อเราพูดถึง Design Pattern เช่น Factory หรือ Observer ทุกคนจะเข้าใจทันทีว่าเรากำลังพูดถึงอะไร
    • ทำให้การออกแบบระบบง่ายขึ้น
      แทนที่จะคิดทางออกจากศูนย์ เราสามารถใช้ pattern ที่มีอยู่แล้วเพื่อแก้ปัญหาที่คล้าย ๆ กันได้
    • ทำให้โค้ดยืดหยุ่นและบำรุงรักษาง่าย
      การใช้ pattern จะช่วยให้โค้ดสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายในอนาคต
  • 📝 Checklist: รู้ได้ว่าเก็บ Requirement ครบ (ไม่พลาดทุกการพัฒนา)

    เฮ้ย! เราเข้าใจว่า Requirement ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะอยากทำ
    แต่มันเป็นเหมือนการ “เขียนจดหมาย” ถึง Dev ทีม — บอกให้ชัดเจนว่า อยากได้อะไร และ ต้องการให้ทำยังไง
    ถ้าเราไม่เก็บครบ… ละมาจะได้เจอปัญหาที่ลูกค้าพูดว่า “เอ๊ะ! ทำไมมันไม่ได้แบบที่เราคิดไว้นะ”
    แล้ว SA (System Analyst) อย่างเราอาจโดนบ่นจนหูชาก็ได้

    1. ความชัดเจนในวัตถุประสงค์

    • วัตถุประสงค์ของระบบ ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน
      อะ! ระบบนี้ทำไม? คืออะไร? ทำไมต้องทำ? อย่าให้ระบบนี้กลายเป็น “โครงการข้ามปี” นะ!
    • ลูกค้าหรือผู้ใช้งานหลัก ถูกระบุว่าใคร
      “ลูกค้าคือใคร?” ไม่ใช่แค่ถาม แต่ต้องรู้ว่า ใคร จะใช้งานระบบนี้กันแน่
    • ปัญหาที่ต้องการแก้ไข
      ระบบนี้มันต้องการแก้ปัญหาความยุ่งเหยิงในชีวิตของใคร? ให้ชัดเจนไปเลย!

    2. ความต้องการทางธุรกิจ (Business Requirements)

    • เป้าหมายทางธุรกิจ ระบุให้ชัดว่า ระบบนี้จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นยังไง?
    • KPI หรือการวัดผล ที่ระบบต้องสามารถวัดได้ เช่น ลดเวลาในการทำงาน
      ใช้ ตัวเลข ชัดเจน! “จะต้องลดเวลา 30%” ไม่ใช่แค่ “ง่ายขึ้น”
    • ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพ เช่น ต้องโหลดเร็ว ถ้ามีคนใช้งาน 100 คนพร้อมกัน

    3. ความต้องการจากผู้ใช้งาน (User Requirements)

    • การใช้งานหลัก หรือฟังก์ชันที่ต้องการจากระบบ
      “ระบบนี้ต้องทำอะไร?” ถ้าใช่แล้วต้องระบุฟังก์ชันหลักให้ชัดเจนไปเลย!
    • อุปกรณ์ที่รองรับ
      ระบบจะใช้ได้บน คอมพิวเตอร์ มือถือหรือแท็บเล็ต?
    • ผู้ใช้งาน อาจแบ่งตามประเภท
      “ใครจะใช้งาน?” ผู้ใช้ทั่วไป หรือผู้ดูแลระบบ? (ระวังจะใช้ผิดประเภท)

    4. ฟังก์ชันและคุณสมบัติที่ต้องการ (Functional Requirements)

    • ฟังก์ชันหลัก ที่ระบบต้องสามารถทำได้ เช่น การลงทะเบียน การค้นหาข้อมูล
      อธิบายทุกฟังก์ชันให้ละเอียด เหมือนบอก Dev ว่า “การค้นหาต้องเร็วกว่า Google!”
    • การทำงานข้ามระบบ (ถ้ามี)
      ระบบต้องสามารถพูดคุยกับระบบอื่น ๆ ได้ไหม? (ถ้ามี API ก็ต้องบอกให้ชัด)
    • การยืนยันการทำงาน
      ต้องมี ระบบล็อกอิน ที่ปลอดภัย มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลไหม?

    5. ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพ (Performance Requirements)

    • เวลาในการตอบสนอง
      ระบบต้องโหลดหน้าเว็บเร็วแค่ไหน? ต้องตอบสนองใน 2 วินาที หรือ 3 วินาที?
    • ความสามารถในการขยายระบบ
      รองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นทุกปีไหม? ถ้าเราเติบโตเร็ว ๆ จะเพิ่มได้ไหม?
    • ปริมาณข้อมูลที่สามารถจัดการได้
      ระบบต้องรับไฟล์ขนาดใหญ่แค่ไหน? รองรับข้อมูลผู้ใช้มากแค่ไหน?

    6. ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย (Security Requirements)

    • การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล
      ต้องใช้ การเข้ารหัสข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลลูกค้าหรือไม่?
    • การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง
      ใครสามารถดูข้อมูลอะไรได้บ้าง? ระบบจะต้องมีการ จัดการสิทธิ์การเข้าถึง หรือไม่?

    7. ข้อกำหนดด้านการใช้งาน (Usability Requirements)

    • การออกแบบ UI/UX
      ระบบต้องใช้งานง่ายและ สวยงาม เพราะลูกค้าของเราไม่อยากใช้ระบบที่ดูเหมือนปี 2000 นะ
    • การรองรับการใช้งานหลายภาษา
      รองรับภาษาอังกฤษหรือไม่? แล้วจะมีการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นไหม?

    8. ข้อกำหนดด้านการทดสอบ (Testing Requirements)

    • แผนการทดสอบ
      เราต้องทดสอบอะไรบ้าง? Functional Testing หรือ Load Testing?
    • เกณฑ์การยอมรับ
      ทุกฟังก์ชันต้อง ผ่านการทดสอบ ก่อนปล่อยใช้งาน หรือไม่?

    9. ข้อกำหนดด้านการส่งมอบและการบำรุงรักษา (Delivery and Maintenance)

    • เวลาที่ต้องการส่งมอบระบบ
      ถ้าไม่ระบุเวลา เราอาจจะหลุดการส่งมอบไปไกลมาก
    • การสนับสนุนหลังการส่งมอบ
      ระบบต้องมี การอัปเดต อย่างต่อเนื่องหรือไม่? และใครจะดูแล?

    การเก็บ Requirement ให้ครบจะช่วยให้โปรเจกต์เดินหน้าไปได้ดีและไม่เกิดปัญหาในภายหลัง
    อย่าลืมใช้ Checklist นี้ เป็นแนวทางในการเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน
    เพื่อที่คุณจะได้ ไม่พลาดทุกการพัฒนา 😉

  • 😵‍💫 5 คำพูดจากลูกค้าที่ทำให้ SA จุก (แต่ต้องยิ้มไว้)

    งานของ System Analyst ไม่ได้หนักเพราะระบบ
    แต่มักจะหนักเพราะ “คำพูด” ของมนุษย์ผู้ใช้ระบบนี่แหละ

    วันนี้เรารวมคำพูดจากลูกค้าตัวจริงเสียงจริง
    ที่ทำให้ SA อย่างเรา… ต้องนั่งถอนหายใจเงียบ ๆ แล้วพิมพ์คำว่า “รับทราบครับ/ค่ะ”

    ☠️ 1. “อยากได้ระบบที่ใช้ง่าย เหมือน Facebook อะค่ะ”

    ใช้ง่าย…ของใคร?

    เรารู้ว่า “ใช้ง่าย” คือคำชม
    แต่เมื่อ requirement เริ่มต้นด้วย “เหมือน Facebook” นี่คือ flag แดงที่ไม่เคย fail
    เพราะ Facebook มีทีม UX 1,000+ คน และเรามีเวลา 3 สัปดาห์

    SA reaction:
    เปิด Figma แล้วถอนหายใจดังมากกก

    🔁 2. “กดปุ่มนี้แล้วให้ไปหน้า 2 ต่อเลย แล้วส่งเมลอัตโนมัติด้วยนะ”

    อืม…เหมือนขอเพิ่ม “1 ปุ่ม” แต่ฟังดูเหมือนสร้าง microservice

    คำพูดนี้มักมาตอนท้ายประชุม
    หลังจากเรานึกว่าจะได้จบ requirement แล้ว
    …แต่จริง ๆ คือแค่เริ่ม

    SA reaction:
    ทำหน้าเหมือนรับได้ แต่ในใจเขียน user flow เพิ่มไปอีก 6 เส้น

    🪄 3. “แค่อยากได้ระบบที่ไม่ต้องอธิบาย ทุกคนเข้าใจกันเองได้เลย”

    นั่นเรียก…เวทมนตร์ครับ

    ไม่มีระบบไหน “ไม่ต้องอธิบาย”
    ถ้าไม่ทำ onboarding, ไม่ทำ training, ไม่ทำ tooltip
    สุดท้าย SA จะโดนถามซ้ำว่า “ตรงนี้กรอกยังไงนะ?”

    SA reaction:
    เปิด notion เตรียมเขียนคู่มือทั้งระบบในวันเดียว

    🤡 4. “ขอแก้แค่นิดเดียวนะ แค่ลำดับฟิลด์เฉย ๆ”

    นิดเดียวที่ทำให้ dev ต้อง rollback schema, update validation, test ใหม่ทั้งหมด

    “นิดเดียว” ในภาษาลูกค้า ≠ นิดเดียวในภาษาระบบ
    บางครั้งแค่ reorder ฟิลด์นิดเดียว ก็ cascade ไปถึง backend + database + PDF report + export Excel

    SA reaction:
    หัวเราะเบา ๆ แล้วเดินไปบอก PM ว่า “เราต้องเลื่อน timeline แล้วล่ะ”


    🧨 5. “แล้วข้อมูลเก่าเอาเข้าระบบให้อัตโนมัตินะครับ”

    เอ่อ…แล้วข้อมูลเก่าอยู่ที่ไหนครับ?

    คำพูดนี้อาจฟังดูเหมือนแค่ “import”
    แต่จริง ๆ แล้วคือการพา SA ไปสู่การเจอ

    • Excel ไฟล์ละ 100,000 row ที่ format ไม่ตรงกัน
    • ข้อมูลบางอันถูกพิมพ์ไว้ใน PDF scan
    • หรือเจอภาคต่อ “ยังไม่มีข้อมูลนะ แต่ให้รองรับไว้ก่อน”

    SA reaction:
    นั่งถามตัวเองว่า “เราทำบาปอะไรไว้ในชาติที่แล้วนะ…”

    🎯 สรุป: คำพูดไม่ผิด แต่ SA ต้อง “ฟังแล้วแปล” ให้เป็น requirement ที่ทำงานได้

    เพราะลูกค้าไม่ผิดที่พูดแบบนั้น
    หน้าที่ของ SA คือ “ฟังคำพูด แล้วถอดออกมาเป็นระบบที่เวิร์ก”
    จะเหนื่อยหน่อย แต่นี่แหละคือ skill หลักของอาชีพนี้

  • 👩‍💻 System Analyst คือใคร? แล้ว 1 วันเค้าทำอะไรกันแน่?

    “ทำไมเวลาสมัครงานมันชอบมีตำแหน่ง SA แต่พอเข้าไปทำจริงแล้ว…เราคือใครก็ไม่รู้” — คนสับสนประจำองค์กร


    🎬 Intro: SA ไม่ใช่ Security, ไม่ใช่ Support, ไม่ใช่คนขาย System

    เวลาเพื่อนเราถามว่า “ทำงานอะไรอะ?”
    เราตอบ “System Analyst”
    อีกฝั่งมักจะพยักหน้าแบบเข้าใจ (แต่ไม่เข้าใจ)

    SA ไม่ใช่คนขายระบบ
    ไม่ใช่คนเขียนโค้ดอย่างเดียว
    ไม่ใช่คนเซตเซิร์ฟเวอร์
    แล้วเราคือใคร?

    🧠 SA คือ “ล่าม” ระหว่างโลกของ ‘คนใช้ระบบ’ กับ ‘คนสร้างระบบ’

    ถ้าองค์กรคือหนัง

    • ลูกค้า = คนเขียนพล็อต
    • Developer = ทีมถ่ายทำ
    • SA = ผู้ช่วยผู้กำกับที่แปลภาษา “อยากได้หนังรักโรแมนติกซึ้งๆ” → กลายเป็น requirement จริง

    พูดง่าย ๆ คือ… SA = คนแปลภาษาธุรกิจ → ภาษาระบบ

    เราต้องเข้าใจทั้งสองโลก

    • โลกของผู้ใช้งาน: เค้าเจ็บตรงไหน ทำงานยังไง ปวดใจยังไงกับระบบเก่า
    • โลกของนักพัฒนา: ต้องใช้ระบบฐานข้อมูลยังไง API แบบไหน UX ต้องแบบไหน

    🕘 1 วันของ SA ทำอะไรบ้าง?

    1. ☕ 9:00 น. เปิดโน้ตเช็กประชุม เช็ก requirement ที่ค้างไว้

    • เช็กว่าวันนี้ต้องประชุมกับใครบ้าง?
    • มีงานอะไรคาไว้เมื่อวาน เช่น แก้ use case / วาด flowchart

    กาแฟแก้วนึงกับ requirement 3 หน้า — เช้าแบบนี้มันสดชื่นดีแท้


    2. 🧑‍💼 10:30 น. ประชุมกับ Users (หรือ Boss)

    • ลูกค้าบอก: “อยากได้ระบบที่ง่าย ๆ กดปุ๊บแล้วทุกอย่างเสร็จ”
    • เราต้องค่อย ๆ ถามว่า “ง่ายของคุณคืออะไรนะครับ?”
    • ตั้งคำถามให้ครบ ทั้ง ใครใช้, ใช้ยังไง, ข้อมูลเก่าอยู่ไหน, ต้อง approve ไหม, ใครรับผิดชอบ

    เวลาประชุมเหมือนเล่น The Sims — ต้องดูอารมณ์คนไปด้วย ว่าเขาหิว เหนื่อย หรืองง


    3. 🧾 13:00 น. เขียน Requirement / วาด Diagram

    • จดสิ่งที่ได้จากการประชุมให้เป็น BRD / FRD / Use Case
    • วาด Flowchart / ER Diagram / Wireframe
    • ใส่รายละเอียดให้ Dev เห็นภาพ ไม่ตีความผิด

    “ลูกค้าบอกว่าอยากได้หน้ารวมข้อมูล” ถ้าไม่วาด wireframe อาจจะกลายเป็นหน้าที่รวมข้อมูล… 5,000 record แบบไม่มี filter

    4. 🧑‍💻 15:00 น. Sync กับ Dev Team

    • ไปตอบคำถาม Dev ว่า “ฟิลด์นี้ให้ใครกรอก?”
    • ตรวจสอบว่า dev เข้าใจตรงกันไหม
    • บางวันเจอ “นี่มัน logic วน loop แบบนรก!” ก็ต้องช่วยคิดทางออก

    Requirement ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง… แต่ถ้า dev เจอ loop ซ้อน 3 ชั้น SA อาจโดน summon กลับมา rewrite

    5. 📱 17:00 น. เขียนสรุป / จัดเอกสาร / เทสต์ระบบ

    • ทำสรุปส่งลูกค้า
    • บางวันได้เทสต์ระบบด้วย: เช็กว่าใช้ได้ตามที่ออกแบบหรือยัง
    • ปิดวันด้วย checklist: “วันนี้คืบหน้าอะไรไปบ้าง?”

    วันดี ๆ คือมี test pass หลายตัว
    วันพัง ๆ คือโดนลูกค้าบอกว่า ‘ข้อมูลนี้ไม่ต้องแสดงนะ’ (ตอนที่ dev ทำเสร็จแล้ว)

    🎯 แล้วต้องมีสกิลอะไรถึงเป็น SA ได้?

    • ชอบถามคำถาม
    • เข้าใจคน ไม่ใช่แค่ระบบ
    • เขียนอธิบายเก่ง สื่อสารชัด
    • วาด flow ได้ คิดเป็นภาพได้
    • ไม่ต้องเทพโค้ด แต่เข้าใจ logic พื้นฐานจะดีมา

  • 🚗 จากส่งแฟนกลับบ้าน

    ถึงส่ง requirement ให้ Dev

    ทั้งสองอย่างมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน…
    “ส่งผิด = งานเข้า” 😅

    ชีวิตจริงชีวิต SA
    “ส่งแฟนกลับบ้าน”“ส่ง requirement ให้ dev”
    ต้องรู้ว่าเค้าอยู่ตรงไหนต้องรู้ว่า user ต้องการอะไร
    ต้องพาไปให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยต้องเขียน requirement ให้ dev ทำงานได้
    ถ้าพาไปผิดซอย = โดนบ่นถ้า dev ทำผิด flow = โดนเทสไม่ผ่าน

    🛣️ Requirement ที่ดี ≠ เขียนให้ครบ

    แต่คือ “ส่งแล้วถึงที่” โดยที่อีกฝ่าย เข้าใจตรงกัน

    เหมือนการขับรถพาใครซักคนกลับบ้าน
    ไม่ใช่แค่รู้จุดเริ่มต้น — แต่ต้องรู้เส้นทาง
    และเข้าใจว่าระหว่างทางอาจมี “ทางเบี่ยง” หรือ “รถติด”

    🧠 วิธีส่ง requirement ให้ Dev แล้ว “ถึงบ้าน”

    1. เจอเป้าหมายให้ชัดก่อน

    ไม่ใช่แค่ “ระบบจองห้องประชุม”
    แต่คือ “จองง่าย ไม่ซ้ำเวลา และแจ้งเตือนอัตโนมัติ”

    1. ถามให้ครบเหมือนกำลังจะขับพาเค้าไปเอง

    ถามว่า “ขึ้นทางด่วนได้ไหม?” = เงื่อนไขพิเศษ
    หรือ “ถึงบ้านแล้วต้องบอกใคร?” = Notification

    1. เขียน flow ให้เข้าใจใน 1 หน้า

    ไม่ต้องเยิ่นเย้อ แต่อ่านแล้ว “รู้ว่าจะเขียนโค้ดยังไง”

    1. อย่าคิดว่า dev จะตีความเหมือนเรา

    แบบเดียวกับที่แฟนพูดว่า “เลี้ยวซ้าย” แต่หมายถึง “ซ้ายถัดไปอ่ะ”

    ✨ Requirement ที่ดี = ส่งต่อความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ข้อมูล

    เขียนเอกสารไม่ใช่เพื่อ “ครอบคลุม”
    แต่เพื่อ “ช่วยอีกฝ่ายทำงานง่ายขึ้น”

    Requirement ที่ดี เหมือนการพาใครซักคน “กลับบ้านถูกทาง”

    ไม่ต้องหรู ไม่ต้องเขียนเยอะ — แค่ “รู้ว่าเค้าอยู่ตรงไหน และจะไปยังไง”

    SA ที่ดีไม่ใช่แค่ส่งเอกสาร… แต่คือคนที่รู้ว่า “ปลายทางคืออะไร” และทำให้ไปถึง

    เพราะส่ง requirement ผิด = เสียเวลา
    ส่งถูก = ทีมแฮปปี้ งานก็เดิน 💻💕

  • 🏦 ทำไมแอปธนาคารมันช้า…

    แต่คนก็ยังใช้?

    โหลดช้า
    ค้างบ้าง
    เด้งบ้าง
    แต่ไม่ลบแอปนะ เพราะอะไร?

    🤔 เพราะ “UX ดี” ไม่พอ ถ้า “Value สูง”

    ใช้แล้วหงุดหงิด… แต่ก็ยัง “จำเป็นต้องใช้”
    เพราะ “สิ่งที่ได้” → มากพอจะ “ทน”

    🔍 มาวิเคราะห์แบบคนชอบ Flow

    ปัญหาเหตุผลที่คนยังใช้
    ⏳ โหลดนานเพราะยังโอนเงินได้ ไม่ต้องไปธนาคาร
    🧊 หน้าแรกค้างแต่คนจำได้ว่า “กดตรงไหนต่อ” = muscle memory
    🔁 ต้องล็อกอินใหม่บ่อยแต่แลกกับความปลอดภัย
    UI ดูโบราณแต่มีฟีเจอร์ครบ → จ่ายบิล, เติมเงิน, ขอ statement

    📱 แอปธนาคารไม่ต้อง “ดีที่สุด”

    แต่ต้อง “เสถียรพอ + ไว้ใจได้”

    เพราะ User ไม่ได้อยาก “ว้าว”
    เขาแค่อยาก “มั่นใจว่าเงินไม่หาย”

    🎯 Insight สำหรับ SA / UX / Product

    สิ่งที่ควรคิดเพราะ…
    อย่ามัวแต่เน้นสวย → ลืมว่า User แค่อยากจบ taskธุรกรรมต้องเร็ว ชัด ไม่งง
    ความเสถียร > ความไว > ความสวยคนยอมรอได้ แต่พังไม่ได้
    Memory-based UX ก็สำคัญคนใช้งานทุกวัน = จำตำแหน่งได้เอง
    อย่าอัปเดต UI บ่อยเกินเปลี่ยนนิดเดียว → โทรถาม Call Center กันเป็นแถว

    🔧 อยากรู้ว่า UX มัน “พอใช้ได้” หรือยัง?

    ลองถามคำนี้กับคนใช้แอป:

    “เคยสอนพ่อแม่ใช้มั้ย แล้วเขาทำได้ไหม?”

    ถ้าทำได้ = ใช้ได้จริง
    ถ้างง = มีจุดให้แก้แล้วแหละ ✍️

    UX ดีช่วยให้ “รัก” แต่ Function ดีช่วยให้ “ไม่หนี”

    อย่าประเมินพลังของ “แอปที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน” ต่ำไป

    SA/UX ควรมองให้ทะลุแค่หน้าจอ → เข้าใจว่า “เขาใช้ทำอะไรจริง ๆ”

    บางครั้งไม่ต้องบินก็ชนะได้
    แค่ลงจอดมั่นคง ไม่สั่น ไม่ตก — คนก็เลือกใช้ต่อเอง 🛬

  • 📘 สรุป BABOK สำหรับคนขี้เกียจอ่าน

    เพราะเล่มจริงมันหนาเท่าโน้ตบุ๊ก
    เลยขอสรุปให้แบบ… ใช้ได้จริง แต่ไม่ง่วง

    📌 BABOK คืออะไร

    BABOK = Business Analysis Body of Knowledge
    คือ “คู่มือแม่บทของอาชีพ BA/SA” ที่รวมทุกทักษะ เครื่องมือ วิธีคิด สำหรับคนที่ต้อง วิเคราะห์ความต้องการ และออกแบบระบบ

    ง่าย ๆ ก็คือ…

    “อยากเป็น BA/SA มือโปร? เล่มนี้คือไบเบิล 📖”

    🧠 BABOK แบ่งเป็น 6 หมวดใหญ่

    หมวดพูดง่าย ๆ คือ…
    📋 Business Analysis Planning & Monitoringวางแผนว่าเราจะเก็บ requirement ยังไง กับใคร
    🔍 Elicitation & Collaborationลงพื้นที่ คุย ถาม ฟัง แบบไม่มโน
    🧩 Requirements Life Cycle Managementดูแล requirement ตั้งแต่เริ่มยัน Dev ทำเสร็จ
    🧠 Strategy Analysisวิเคราะห์ว่า “ทำไมต้องมีระบบนี้” ก่อนเริ่ม
    🏗 Requirements Analysis & Design Definitionเขียน flow, วางระบบ, วาด Use Case
    Solution Evaluationตรวจของว่าที่พัฒนามา ตอบโจทย์มั้ย ดีพอมั้ย

    🛠 ทักษะที่ BABOK เน้นว่าต้องมี

    หมวดทักษะเด่น ๆ
    Thinking SkillsCritical Thinking, Analytical Thinking
    Personal SkillsCommunication, Empathy, Negotiation
    BA ToolsProcess Modeling, Use Case, User Stories
    KnowledgeDomain, System, Business Process

    🎯 BABOK ไม่ได้สอน “ทำระบบ”

    แต่สอน “เข้าใจคน + เข้าใจปัญหา” ก่อนพัฒนา

    ถ้าคุณเคยถามว่า…

    • จะเริ่มเก็บ requirement ยังไงดี?
    • flow แบบไหนดี?
    • สื่อสารกับ Dev ยังไงให้เข้าใจ?
      BABOK มีคำตอบครบ (แต่ต้องอ่านเยอะหน่อย)

    BABOK = รวมวิชา BA/SA ทั้งจักรวาล

    ไม่ได้บังคับ แต่เรียนรู้ไว้ = ทำงานมีหลัก

    แนะนำให้อ่านแบบ “หมวดที่อยากรู้” ไม่ต้องอ่านเรียง

    ถ้าไม่อยากอ่าน → ให้ SA.me.life สรุปให้แทนได้เลย 😎

SA-Me.life

nuttachai.ti@gmail.com