📄 BRD, SRS, FRD ต่างกันยังไง?

🧠 ก่อนอื่น… ทำไมต้องมีหลายเอกสาร?

เพราะ “1 ระบบ” = มีคนหลายบทบาท (ลูกค้า, Dev, Tester, ผู้บริหาร)
แต่ละคนต้องการ “ระดับความลึก” ที่ต่างกัน
เอกสารจึงต้อง แบ่งตามมุมมอง เพื่อสื่อสารได้เข้าใจง่ายสำหรับแต่ละฝ่าย

🔍 เปรียบเทียบ BRD vs FRD vs SRS

หัวข้อBRD (Business Requirement Document)FRD (Functional Requirement Document)SRS (Software Requirement Specification)
📌 คืออะไรสรุปความต้องการของธุรกิจสรุปฟีเจอร์ที่ระบบต้องทำรวมทุก requirement เพื่อ Dev & QA
👥 ใช้กับใครผู้บริหาร, ลูกค้าSA, BA, Dev, TesterDev, Tester, SA, Architect
🧠 โฟกัสอะไร“เราต้องการอะไร?”“ระบบต้องทำอะไรให้ใครบ้าง?”“ระบบจะทำสิ่งนั้นได้ยังไง?”
📄 มีอะไรในเอกสารเป้าหมายธุรกิจ, Stakeholder, KPI, ขอบเขตUse Case, Flow, Business Rule, UI MockupFlow ละเอียด, Data Dictionary, Interface Spec
🧪 ระดับความลึกพอเข้าใจแนวทางเห็นภาพการใช้งานจริงพร้อมนำไปพัฒนาได้เลย
📝 ใครเขียนBA / SABA / SASA / Tech Lead / System Architect

📌 สรุปจำง่าย ๆ

เอกสารคำจำกัดความจำง่าย
BRD“ลูกค้าอยากได้อะไร”
FRD“ระบบต้องทำอะไรให้ลูกค้า”
SRS“Dev ต้องเขียนอะไรเพื่อให้ระบบทำงานได้จริง”

✅ เมื่อไหร่ควรเขียนทั้ง 3?

  • ถ้าเป็น โปรเจกต์ขนาดใหญ่ → เขียนครบ BRD + FRD + SRS
  • ถ้าเป็น โปรเจกต์ภายใน / พัฒนาเร็ว → อาจรวม FRD + SRS ไว้ในเอกสารเดียว
  • ถ้าเป็น งานราชการ / ยื่นประกวดราคาBRD ชัด = ชนะครึ่งหนึ่งแล้ว

💬 ปิดท้าย

เอกสารที่ดี = ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน
ไม่ต้องเยอะ แต่ต้อง “ครบ ประเด็น
เขียน BRD เพื่อ “สื่อสารกับคน”, เขียน SRS เพื่อ “สื่อสารกับเครื่อง”
SA ที่ดี = แปลทุกมุมมองให้เจอกันตรงกลาง 🧩

Posted in

ใส่ความเห็น